![]()
“บอร์ด กกพ.” หารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ยันยังไม่กระทบการจัดหา LNG พร้อมวาง 3 แนวทาง รองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ขอประชาชนมั่นใจ ไฟฟ้ามีเพียงพอต่อความต้องการใช้ช่วงฤดูร้อน

ดร. พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. ในการประชุมครั้งที่ 7/2569 (ครั้งที่ 997) วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ติดตามสถานการณ์การจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการขนส่งที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
กกพ. ได้กำชับ Shipper ทุกรายในกลุ่ม Regulated Market ให้ติดตามสถานการณ์การขนส่ง LNG ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง พร้อมรายงานข้อมูลสถานะการส่งมอบและแผนการจัดหา LNG อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความตึงเครียดในพื้นที่ดังกล่าวอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงาน และสร้างความผันผวนต่อราคาน้ำมันและ LNG ในตลาดโลก
ปัจจุบัน มีเรือ LNG ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซและเดินทางมาถึงประเทศไทยตามสัญญาในเดือนมีนาคม 2569 แล้วจำนวน 2 ลำ และมีเรือที่อยู่ในแผนส่งมอบเพิ่มเติมที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีก 5 ลำในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2569 ทั้งนี้ จากการติดตามร่วมกับ Shipper และผู้ขาย LNG ยืนยันว่า ยังไม่มีผลกระทบต่อการส่งมอบแต่อย่างใด
“ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่า ระบบไฟฟ้าและการจัดหาเชื้อเพลิงของประเทศยังมีความมั่นคงเพียงพอรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน สำนักงาน กกพ. ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันใช้ไฟฟ้าอย่างรู้คุณค่า ผ่านแนวทางง่ายๆ 5 ป. ได้แก่ ปลด หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า ลดการใช้ไฟฟ้าเมื่อใช้งานเสร็จ ปิด หรือดับไฟเมื่อเลิกใช้งาน ปรับ อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26 องศา เปลี่ยน มาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 ปลูก ต้นไม้เพิ่มขึ้น เพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้าน ซึ่งทั้ง 5 ป. จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าเองด้วย”
อย่างไรก็ตาม กกพ. ได้เตรียมแนวทางรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือ ไม่สามารถรับ LNG จากประเทศกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยกำหนดมาตรการสำรองไว้ ดังนี้
1.เพิ่มการจัดหาก๊าซธรรมชาติทางท่อจากอ่าวไทย แหล่ง JDA และเมียนมา โดยบริหารจัดการปริมาณก๊าซส่วนเพิ่มตามความยืดหยุ่นของสัญญา (Swing Gas) ให้เต็มศักยภาพ
2.จัดหา LNG Term ส่วนเพิ่มจากคู่ค้าที่มีอยู่เดิม รวมถึง Spot LNG โดยให้ Shipper เร่งหารือคู่ค้าเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเหตุฉุกเฉิน
3.จัดหา Spot LNG เพิ่มเติมทดแทนปริมาณที่อาจขาดส่ง พร้อมหารือมาตรการเสริมอื่นตามความจำเป็น โดยได้ประสานให้ EGAT SO และ ปตท. ตรวจสอบปริมาณน้ำมันสำรองของโรงไฟฟ้า ความต้องการใช้น้ำมัน และศักยภาพการจัดส่ง เพื่อรองรับการเดินเครื่องในกรณีจำเป็น
ทั้งนี้ ปัจจุบันปริมาณ LNG Inventory ของประเทศยังอยู่ในระดับสูง และแผนการส่งมอบจาก Shipper ทุกรายยังเป็นไปตามกำหนด กกพ. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมทุกมิติ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างต่อเนื่อง