GGC ชง “รัฐ” ใช้ “ดีเซล B10” ประหยัดเงิน 2.5 หมื่นลบ. รับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง  

Loading

GGC เสนอรัฐปรับเพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซล(B100) ในน้ำมันดีเซล แตะ 10% (ดีเซล B10) หวังช่วยชาติประหยัดนำเข้าน้ำมันดิบ 25,000 ล้านบาทต่อปี รับมือปัญหาความไม่สงบในแถบตะวันออกกลาง มั่นใจปี 2569 ผลประกอบการพลิกเป็นกำไร ตั้งเป้า EBITDA โต 10% พร้อมผลักดันกลุ่ม HVP หนุนรายได้พุ่ง 20%

ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และมีความเสี่ยงต่อการปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน สัดส่วน 50% ของความต้องการใช้ในประเทศไทย ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในเส้นทางดังกล่าว

บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC มองเห็นโอกาสในวิกฤติด้านพลังงาน โดยประเทศไทย ควรหันกลับมาพิจารณาส่งเสริมการใช้ “น้ำมันบนดิน” หรือ การใช้ไบโอดีเซล และเอทานอล เข้ามาเป็นส่วนผสมในน้ำมันดีเซลและเบนซินเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ หากไทย ปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล(B 100) ในน้ำมันดีเซล จากปัจจุบัน รัฐบาลกำหนดสัดส่วนการผสม B100 ที่ 5% (ดีเซล B5) ควรปรับเพิ่มขึ้นเป็น 10 -20 % (ดีเซล B10 และ ดีเซล B20) จะสามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดีเซล ลงได้ 10-20% จะช่วยประหยัดเม็ดเงินให้ประเทศได้กว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยกู้วิกฤติราคาน้ำมันแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้

ขณะเดียวกันในส่วนของน้ำมันเบนซิน ประเทศไทยก็มีกำลังการผลิตเอทานอล ที่สามารถนำมาผสมในน้ำมันเบนซินได้ ซึ่งหากรัฐบาลส่งเสริมการใช้น้ำมัน แก๊สโซฮอล์E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ก็จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้เช่นกัน

นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น GGC กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 100 ล้านบาร์เรลต่อปี ในจำนวนนี้ 30-40% ถูกนำไปผลิตเป็นน้ำมันดีเซล ขณะที่ GGC นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางราว 12% เท่านั้น ส่วนที่เหลือนำเข้าจากแหล่งอื่น อาทิ อเมริกาใต้และแอฟริกา แต่สิ่งที่น่ากังวลคือราว 50% ของน้ำมันที่ใช้ในประเทศ ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงถือว่าเป็นความเสี่ยงด้านพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่ายวันนี้ GGC จะมีการหารือกันภายในกลุ่ม ปตท. เพื่อเตรียมนำเสนอแนวทางต่อกระทรวงพลังงาน ในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เพื่อรับมือกับวิกฤตราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปัญหาการสู้รบในชาติตะวันตก โดย GGC จะนำเสนอให้ภาครัฐ หันกลับมาส่งเสริมการใช้ดีเซล(B10) และการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 เพื่อรับมือต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยหากภาครัฐเห็นด้วยกับแนวทางนี้ ทาง GGC ก็พร้อมที่จะเดินหน้าปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมทันที

ปัจจุบัน GGC มีความสามารถผลิต B100 ได้ถึง 5 แสนตันต่อปี แต่เดินเครื่องการผลิตจริงอยู่ที่ 50% ของกำลังการผลิต ขณะที่เอทานอล สามารถผลิตได้ 150 ล้านลิตรต่อวัน และได้หยุดการผลิตไปในช่วง 2เดือนที่ผ่านมา (ธ.ค.2568-ม.ค.2569) เนื่องจากราคาต่ำกว่าต้นทุน หรืออยู่ที่ประมาณ 18-19 บาทต่อลิตร แต่ยังมีสต็อกที่ป้อนความต้องการใช้ได้อีก 6 เดือน ส่วน B100 ราคาอยู่ที่ประมาณกว่า 30 บาทต่อลิตร

แม้ว่าในช่วงเดือนกันยายนนี้ ภาครัฐจะดำเนินการยกเลิกการอุดหนุนราคาไบโอดีเซล (B100) จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่คาดว่า จะส่งผลกระทบต่อบริษัทไม่มากนัก เนื่องจากประเทศไทยมีข้อบังคับการผสมไบโอดีเซลอยู่แล้ว และปัจจุบัน รัฐอุดหนุนราคาอยู่ประมาณ 50 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น

ส่วนทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2569 GGC ประเมินว่า ประเทศไทยและภาคอุตสาหกรรม ยังคงเผชิญความท้าทาย รอบด้าน ทั้งจากความตึงเครียด ทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกำแพงภาษี ความผันผวนของ เศรษฐกิจโลก และราคาพลังงานที่ปรับตัว ตามกลไกตลาด แต่ GGC มีความพร้อม ในการรับมือและปรับตัว ต่อการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว และด้วยศักยภาพ ด้านความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Resilience) ที่แข็งแกร่ง บริษัทฯ มีการบริหารจัดการ สภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง และยังคงรักษาสถานการณ์เป็นบริษัท ที่ปราศจากภาระหนี้ (Debt-Free Company) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่พร้อมรองรับ การเติบโตตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัทฯ

โดยปี 2569 GGC เดินหน้ากำหนดแผนการดำเนินธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “GGC Taking the Future” เพื่อตอกย้ำ เจตนารมณ์ ในการขับเคลื่อน องค์กรอย่างมุ่งมั่นและมีทิศทาง ชัดเจน ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ยกระดับศักยภาพการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ พร้อมกำหนดอนาคตขององค์กร ด้วยความรับผิดชอบและการเติบโตยั่งยืน ผ่าน 3 กลยุทธ์ หลักสำคัญ ได้แก่

1.Take Cost Competitiveness: ยกระดับความสามารถ ในการแข่งขันด้านต้นทุน โดยตั้งเป้าลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง 150 ล้านบาท ผ่านการบริหารการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดต้นทุนต่อหน่วยอย่างเป็นระบบ ด้วยการขับเคลื่อน Internal Transformation, Process Optimization และ Technology Shift เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและ เสริมความแข็งแกร่ง เชิงการแข่งขัน

ปัจจุบัน GGC มีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีแผนลงทุน ปี 2569 จำนวน 400 ล้านบาท ซึ่งใช้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารความยืดหยุ่น (Financial Resilience) ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก เรายังคงรักษาฐานะการเป็น “Debt-Free Company” ได้อย่างมั่นคง โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมกว่า 10,332 ล้านบาท และด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเกือบ 1,000 ล้านบาท บริษัทฯ ได้จัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการลงทุน (CAPEX) เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว นอกจากนี้ยังมีการบริหารสภาพคล่องผ่านการลงทุนในเงินฝากระยะสั้น รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงาน อย่างมีประสิทธิภาพ

2.Take Growth & Value: เร่งสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าธุรกิจอย่างเป็นระบบ ผ่านการขยายกำลังการผลิต Fatty Alcohol อีก 10,000 ตัน เพื่อรองรับความต้องการตลาดและเสริมศักยภาพการแข่งขัน ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์เชิงพาณิชย์แบบ Data-Driven และการใช้โมเดลธุรกิจ Tolling / Trading เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและสร้างผลกำไรอย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าผลักดันรายได้จากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) เติบโต 20 % ผ่าน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่

2.1 กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (Food & Feed) ซึ่งจะเปิดตัว Bio NutriSorb อิมัลชั่น ชีวภาพ สำเร็จรูปสำหรับผสมอาหารสัตว์ และขยายไลน์ Nutralist ด้วย Vitamin C Plus รองรับแนวโน้มการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

2.2 กลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม (Pharmaceutical) โดยบริษัทฯ จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้ Nutralist ได้แก่ Phyto Activ Plus ช่วยดูแลเรื่องคอเลสเตอรอล สุขภาพหัวใจ และหลอดเลือด     เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

2.3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง (Cosmetic & Personal Care) เปิดตัว C12-14 Alkyl / Benzoate (ABZ) วัตถุดิบสำหรับ Skincare และ Cosmetics เพื่อเจาะตลาดความงามที่เติบโต   โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานสากล

2.4 กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งานในอุตสาหกรรม (Industrial Application) ผลักดัน Biosovell สำหรับภาคเกษตร (Biochemical for Agriculture) และอุตสาหกรรมสี (Paint) เน้นสารเคมีชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องมาตรฐานความยั่งยืน/คาร์บอนต่ำ

3.Take Sustainability Forward: สร้างความยั่งยืน ให้เป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจ และข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน โดยขับเคลื่อนผ่านโครงการ Carbon Credit Program จากสวนปาล์มต้นแบบกว่า 5,000 ไร่ และเตรียมความพร้อมด้าน EUDR เพื่อสร้างระบบ Traceability ครบตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของโรงงานผ่านโครงการ Biogas และการเพิ่มประสิทธิภาพ พลังงาน (Energy Efficiency) เพื่อมุ่งสู่การลด GHG Emission อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้าง GGC ให้ชนะด้วยต้นทุน เติบโตด้วยพอร์ตที่ใช่ และยั่งยืนแบบวัดผลได้

GGC มั่นใจว่า จากแผนดังกล่าว จะสนับสนุนให้ผลประกอบการในปี 2569 จะพลิกมาเป็นกำไร โดยตั้งเป้าผลักดัน EBITDA เติบโต 10% จากการยกระดับ ความสามารถ ในการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าธุรกิจ พร้อมสร้างความยั่งยืน ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ เพื่อผลักดันรายได้ 20% และมีเป้าหมาย EBITDA แตะระดับ 1,200 ล้านบาท ภายในปี 2573”