![]()
“สินนท์” มองแนวโน้ม BANPU ปี 69 รายได้โตกว่าปีก่อน เตรียมเดินเครื่อง CCUS เพิ่มในสหรัฐฯ COD โซลาร์ฟาร์มในจีน ชี้สงครามตะวันออกกลางหนุนราคาก๊าซฯ – ถ่านหินพุ่ง เล็งซื้อโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ในอเมริกา – เอเชีย
นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวโน้มผลประกอบการปี 2569 ว่า ในแง่ของภาพรวมรายได้จากการขายรวมในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตกว่าปี 2568 ที่มีรายได้จากการขายรวม 5,278 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 173,423 ล้านบาท) เนื่องจากในปีนี้จะมีโครงการใหม่ที่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS) โครงการคอตตอนโดฟ (Cotton Cove) มีกำหนด COD ในไตรมาส 1/2569 สามารถกักเก็บคาร์บอน 32,000 ตันต่อปี ส่วนธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่มบ้านปู โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ในจีน ขนาดกำลังการผลิต 120 เมกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ได้ในช่วงไตรมาส 3/2569


ขณะที่ธุรกิจพัฒนาโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) ปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวม 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง โดยโครงการ Iwate Tono ประเทศญี่ปุ่น ขนาด 58 เมกะวัตต์ชั่วโมงได้เปิด COD ไปแล้วในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งในปีนี้จะรับรู้รายได้เต็มปี
ทั้งนี้จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและสหรัฐกับอิหร่านนั้นทำให้อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้ราคาถ่านหิน และราคาก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่หนุนรายได้เติบโต โดยปัจจุบันราคาถ่านหินอยู่ในระดับ 136 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน และคงต้องดูต่อไปว่าราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกหรือมั้ย

ส่วนราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาติในตลาดเฮนรี่ ฮับที่สหรัฐฯ ปีนี้ BANPU ได้ป้องกันความเสี่ยงราคา โดยทำเฮดจิ้งไว้ในราคา 3.8 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ในสัดส่วน 70% ของกำลังผลิต ที่เหลือเป็นการซื้อขายตามราคาตลาด ส่วนปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ในปีนี้ คาดว่าจะสูงกว่าปี 2568 ที่มีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติรวม 305 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf)
ขณะที่ปริมาณผลิตถ่านหินในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าผลิตมากกว่าปีก่อนที่ 42 ล้านตันต่อปี และการขายถ่านหินมากกว่า 45 ล้านตัน โดยเหมืองถ่านหินที่ออสเตรเลียตั้งเป้าปริมาณการขายถ่านหิน 8.3 ล้านตัน ที่มองโกเลียคาดว่าจะมีปริมาณการขาย 3 ล้านตัน ส่วนเหมืองในประเทศจีนจะรักษาระดับปริมาณขายเท่าเดิม ส่วนที่ อินโดนีเซียอยู่ระหว่างรอการอนุมัติโควตาการผลิตจากรัฐบาลคาดว่าจะไม่ต่ำกว่าปี 2568


พร้อมกันนี้เพื่อสร้างการเติบโตเพิ่มขึ้นในอนาคต กลุ่มบ้านปูยังมองหาโอกาสซื้อกิจการ (M&A) โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ และสร้างโรงใหม่ในสหรัฐฯเพิ่มเติมด้วย รวมทั้งมองหาโอกาสการซื้อแหล่งก๊าซฯ เพิ่มเติมในแหล่งบาร์เนตต์ รัฐเท็กซัส ขณะในเอเชียก็อยู่ระหว่างการศึกษาลงทุนซื้อโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเช่นเดียวกัน โดยมองโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย

นายสินนท์ กล่าวถึงการปรับโครงสร้างบริษัทว่า ภายหลังการอนุมัติธุรกรรมควบบริษัทจากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา BANPU และ BPP จะดำเนินการควบบริษัทภายใต้ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด และคาดว่าจะมีการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบบริษัท การจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้น และการจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของทั้งสองบริษัท (Joint Shareholders’ Meeting) ภายในไตรมาส 2/2569 และจะนำบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในไตรมาส 3/2569
ทั้งนี้การปรับโครงสร้างครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของบ้านปู ได้แก่ 1.เหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) มุ่งมั่นสร้างคุณค่าจากทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI 2.ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) เติบโตด้วยสูตรสำเร็จ (Winning Formula) ที่ผสานธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS) เพื่อส่งมอบพลังงานที่มีคาร์บอนต่ำ
3.ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) เป็นแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรที่ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจาก AI และ Data Center และ 4.เทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและเมกะเทรนด์ใหม่ ๆ ควบคู่กับการนำเสนอโซลูชันพลังงานสำหรับลูกค้ารายย่อย
นายสินนท์ กล่าวถึงผลประกอบการในปี 2568 ว่า บริษัทฯ มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 1,191 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 39,108 ล้านบาท) และมีกำไรจากการดำเนินงาน 22.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 752 ล้านบาท) แต่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิภาษีที่เกี่ยวข้องจากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐในระหว่างปี จำนวน 45.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 1,509 ล้านบาท) ผลกระทบจากรายการอนุพันธ์ทางการเงิน รายการปรับปรุงและรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ จึงรายงานผลขาดทุนสุทธิจำนวน 61.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 2,025 ล้านบาท)