“กรมราง” เร่งศึกษา โมเดลอัตราค่าโดยสารแบบแบ่งโซน – เก็บตามเวลา ครอบคลุม 8 เส้นทาง

Loading

“กรมราง” เร่งศึกษา โมเดลอัตราค่าโดยสารแบบแบ่งโซน – เก็บตามเวลา ครอบคลุม 8 เส้นทาง แทนอัตราค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวัน หวังช่วยรัฐบาลลดภาระอุดหนุนค่าโดยสาร ลดภาระค่าครองชีพประชาชน คาดได้ข้อสรุปภายในปีนี้

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เป็นประธานเปิดการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 โครงการศึกษาการกำหนดอัตราค่าโดยสารขนส่งมวลชนระบบรางแบบเขตพื้นที่ (Zonal Fare) ตามเขตพื้นที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านเข้าพื้นที่จราจรหนาแน่น ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญ และสื่อมวลชน เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์อิเล็กทรอนิกส์

นายพิเชฐ กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสำคัญในการลดภาระค่าครองชีพด้านการเดินทาง กระทรวงคมนาคมจึงได้กำหนดมาตรการอัตราค่าโดยสารราคาเดียวแบบเหมาจ่ายรายวัน 40 บาท สำหรับการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างรถไฟชานเมืองสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วง โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568

จากผลการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารราคาเดียวที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ใช้บริการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 83 และรถไฟฟ้าสายสีม่วงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 22 โดยภาพรวมของทั้งสองสายมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 37 อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการใช้บัตรโดยสารมาตรฐาน EMV Contactless เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 113 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของมาตรการด้านค่าโดยสารในการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งทางรางมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้ง 8 เส้นทางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และลดภาระรัฐบาลในการอุดหนุนค่าโดยสาร กรมการขนส่งทางรางจึงเร่งศึกษาแนวทางการกำหนดอัตราค่าโดยสารรูปแบบใหม่ ได้แก่ การจัดเก็บค่าโดยสารตามระยะทางแบบคงที่ แบบเขตพื้นที่ (Zonal Fare) และแบ่งเป็นเขตพื้นที่พร้อมกำหนดระยะเวลา (Time Zone based) โดยจะพิจารณาควบคู่กับแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านเข้าพื้นที่จราจรหนาแน่น (Congestion Charge)

นายพิเชฐ กล่าวว่า การจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าด้วยการคิดอัตราค่าโดยสารแบบ Zonal Fare และแบบ Time Zone based จะเกิดประโยชน์ทั้งภาครัฐ และประชาชน ยกตัวอย่างการแบ่งเขตพื้นที่ เช่นพื้นทีชั้นในกรุงเทพฯ ระยะเดินทางไม่เกิน 10 สถานี ค่าโดยสาร 40 บาทรัฐบาลก็ไม่ต้องใช้เงินอุดหนุน แต่ในกรณีประชาชนเดินทางระยะยาวจากสถานีต้นทางถึงปลายทางค่าโดยสารปัจจุบันไปกลับกว่า 200 บาท แต่ในอนาคตหากแบ่งเขตพื้นที่แล้วเดินทางระยะยาวจากสถานีต้นทางถึงสถานีปลายทางค่าโดยสารก็อาจจะไม่เกิน 50 – 60 บาท หรือ 70 – 80 บาท ซึ่งทางที่ปรึกษาก็ต้องไปดูว่าสามารถช่วยลดภาระการอุดหนุนจากรัฐบาลลงเท่าไหร่ และช่วยลดภาระให้กับประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน

ส่วน Time Zonal ยกตัวอย่างเช่นการเดินทาง 1 ชั่วโมงในแต่ละโซนจะราคาเท่าไหร่ สมมุติว่าเดินทางไปกลับ 1 ชั่วโมง 40 บาท แต่ถ้าไปกลับเกิน 2 ชั่วโมงก็อาจจะคิดค่าโดยสารอีกอัตราหนึ่ง เพื่อลดการอุดหนุนเงินจากรัฐบาล ดังนั้นเมื่อซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้ามาแล้วกำหนดอัตราค่าโดยสาร 40 บาทตลอดทั้งวันจะทำให้รัฐบาลใช้เงินอุดหนุนจำนวนมาก อย่างไรก็ตามผลการศึกษาทั้งหมดคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปี 2569 หลังจากนั้นเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาในรายละเอียดและกำหนดแนวทางนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่เหมาะสม  

“รัฐบาลมีนโยบายลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกเส้นทางจึงจำเป็นจะต้องซื้อสัมปทานรถไฟฟ้าคืนทุกโครงการ เพื่อมาบริหารจัดการอัตราค่าโดยสารให้ถูกลง แต่ไม่ต้องการให้มีภาระหนี้สาธารณะ หรือภาระการอุดหนุนจากรัฐบาล ก็เลยมอบหมายให้กรมฯ ไปศึกษาการเก็บอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าแบบแบ่งโซน ถ้ากำหนด 40 บาทตลอดทั้งวันอาจจะต้องใช้เงินอุดหนุนค่าโดยสารจำนวนมาก และการจัดเก็บค่าโดยสารแบบแบ่งโซนนั้นก็ต้องไปศึกษาว่าทำอย่างไรถึงจะสามารถลดภาระประชาชนได้” นายพิเชฐ กล่าว

นายพิเชฐ กล่าวว่า โครงการศึกษาดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อหาแนวทางกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมและเป็นธรรม ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการระบบรางได้อย่างเสมอภาค อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการจราจร ลดมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 ลดการใช้พลังงานจากรถยนต์ส่วนบุคคล รวมทั้งศึกษาแนวทางการจัดหาเงินทุนหมุนเวียนและมาตรการทางภาษี เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณภาครัฐในระยะยาว

ทั้งนี้ การประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เป็นการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 จากทั้งหมด 2 ครั้ง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 109 หน่วยงาน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจะนำไปประกอบการวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารระบบรางที่เหมาะสม เป็นธรรม และสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างยั่งยืนต่อไป