BAFS ฉายภาพธุรกิจปี 69 รับมือวิกฤตสงคราม ตะวันออกกลาง แนะรัฐลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน    

Loading

บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เป็นผู้ให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานและบริหารจัดการคลังน้ำมันแบบครบวงจรรายใหญ่ในไทย ซึ่งการเติบโตของการท่องเที่ยว ช่วยหนุนอุตสาหกรรมการบินให้เติบโตขึ้น การเดินทางโดยเครื่องบินก็เพิ่มขึ้นด้วย ช่วยอานิสงส์ต่อธุรกิจของ BAFS ในการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางทำให้สายการบินในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประเทศอิสราเอล ต้องหยุดทำการบิน ผู้บริหารยอมรับว่ากระทบต่อปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานของ BAFS แต่ก็มีธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากความไม่สงบในตะวันออกกลางด้วยเช่นกัน    

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยเปิดเผยถึงสถานการณ์ธุรกิจท่ามกลางวิกฤตความไม่สงบในตะวันออกกลาง ว่า ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อสายการบินใน 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มสายการบินอิสราเอลและอิหร่านที่ปริมาณน้ำมันหายไปถึง 84% กลุ่มสายการบินที่ใช้ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางการบิน (Hub) เช่น Emirates ซึ่งปริมาณน้ำมันลดลง 77% หรือคิดเป็นปริมาณที่หายไปประมาณ 1-1.4 ล้านลิตรต่อวัน ในขณะที่สายการบินจากยุโรปมียอดเติมน้ำมันเพิ่มขึ้น 6% เนื่องจากเส้นทางบินจากยุโรปได้เปลี่ยนเส้นทางบิน

ทั้งนี้หากสถานการณ์ยืดเยื้อเป็นเวลา 1 เดือน คาดว่าจะกระทบรายได้เฉพาะส่วนของ BAFS ประมาณ 20 กว่าล้านบาท นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันอากาศยาน (น้ำมันเจ็ท) ที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาค่าโดยสารเครื่องบินในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึง ซึ่งตนกังวลว่าจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวมีการเดินทางมาเที่ยวในไทยลดลง

อย่างไรก็ตามเพื่อสนับสนุนการเดินทางภายในประเทศ และกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศในช่วงที่ราคาน้ำมันแพง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาตั๋วเครื่องบินอยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอากาศยานสำหรับเที่ยวบินในประเทศ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระค่าตั๋วเครื่องบิน ซึ่งจะส่งผลให้ตั๋วเครื่องบินภายในประเทศถูกลง ปัจจุบันบางเส้นทางมีราคาแพงกว่าเส้นทางบินไปสิงคโปร์อีก ดังนั้นการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอากาศยานนั้นเชื่อว่าจะเป็นแนวทางหนึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางภายในประเทศ

เล็งปรับเป้าปริมาณเติมน้ำมัน

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง BAFS จะต้องมีการพิจารณาปรับเป้าหมายปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานในปี 2569 จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 5,560 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2568 ส่วนธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อที่ดำเนินการโดย บริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด (BPT) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BAFS นั้นยังคงตั้งเป้าปริมาณขนส่งน้ำมันทางท่อไว้ที่ 1,500 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 11% จากปี 2568 มีปริมาณขนส่งน้ำมันทางท่อที่ 1,353 ล้านลิตร และคาดว่ามีส่วนแบ่งการตลาดปริมาณขนส่งน้ำมันทางท่อ (มาร์เก็ตแชร์) ที่ 40% เนื่องจากบริษัทน้ำมันมีการขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคเหนือมาก และจากที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นนั้นจะทำให้ผู้ค้าน้ำมันหันมาใช้บริการขนส่งน้ำมันทางท่อเพิ่มขึ้น

ส่วนความคืบหน้าโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือระยะที่ 3 (สระบุรี-อ่างทอง) มีความคืบหน้ากว่า 70% คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ต้นปี 2570 จะทำให้สามารถเชื่อมกับโรงกลั่นภาคตะวันออกส่งน้ำมันไปยังภาคเหนือได้ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ปริมาณขนส่งน้ำมันทางท่อเติบโตก้าวกระโดดสู่ 2,400 ล้านลิตรในปี 2570 และจะช่วยให้บริษัทครองมาร์เก็ตแชร์ขนส่งน้ำมันภาคเหนือเพิ่มขึ้นเป็น 60%

นอกจากนี้ BAFS ยังได้รับอานิสงส์ความไม่สงบตะวันออกกลางส่งผลให้รัฐบาลกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากเดิม 1%เป็น 1.5% ภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2569 และเพิ่มเป็น 3% ภายในสิ้นเดือนเมษายน 2569 ทำให้ผู้ประกอบการน้ำมันสนใจเช่าคลังน้ำมันของ BAFS ที่มีพื้นที่จัดเก็บเหลืออยู่ อาทิ คลังน้ำมันที่พิจิตรและคลังน้ำมันที่ลำปาง รวมถึงคลังน้ำมันอากาศยานที่สนามบินสุวรรณภูมิ

เล็งลงทุนโซลาร์ชุมชน โซลาร์รูฟท็อป

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจ Power ในปี 2569 บริษัทบาฟส์ คลีน เอนเนอร์ยี่ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ปัจจุบันมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นราว 56 เมกะวัตต์ โดยในปีนี้คาดว่าจะมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 60 เมกะวัตต์ ส่วนแผนการลงทุนยังคงเน้นโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เนื่องจากกระทรวงพลังงานมีนโยบายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าติดตั้งสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2571 เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว

ขณะเดียวกันก็มองโอกาสลงทุนโครงการโซลาร์ชุมชน (Community-based Solar Power) คือ โครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ขนาดรวม 1,500 เมกะวัตต์ โดยมองพื้นที่คลังน้ำมันของบริษัทที่จังหวัดลำปาง และจังหวัดพิจิตร ส่วนความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนที่สุราษฎร์ธานี ขนาด 9.9 เมกะวัตต์ โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 30% คาดว่าจะเริ่ม COD ในปี 2570

ส่วนภาพรวมรายได้ในปี 2569 แม้จะเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่ท้าทาย แต่ BAFS มั่นใจว่าจะสามารถรักษาผลกำไรสุทธิ และรายได้เติบโตใกล้เคียงกับปีก่อน และก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ด้วยประสิทธิภาพการบริหารจัดการและเทคโนโลยีที่ทันสมัย และรายได้ในปีนี้จะได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจท่อขนส่งส่งน้ำมันไปยังภาคเหนือ

ยอดสั่งซื้อรถยนต์ EV เติมน้ำมันเครื่องบินโตต่อเนื่อง

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ กล่าวว่า ธุรกิจผลิตและประกอบรถยนต์ไฟฟ้าเติมน้ำมันอากาศยาน (EV) ปัจจุบันมียอดสั่งผลิต (Backlog) จำนวน 11 คัน จากปีก่อนมีการส่งออกรถยนต์ EV เติมน้ำมันอากาศยาน 15 โดยในปีนี้คาดว่าจะผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเติมน้ำมันอากาศยานได้มากกว่า 15 คัน ซึ่งในปีนี้ท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่ายทางตอนเหนือของเวียดนามก็มีการสั่งซื้อรถยนต์ EV ของ BAFS เข้ามาเพิ่ม และท่าอากาศยานนานาชาติลองแทง เป็นโครงการก่อสร้างสนามบินขนาดใหญ่แห่งใหม่ในจังหวัดด่งนายก็คาดว่าจะสั่งซื้อรถยนต์ EV ของ BAFS เช่นกัน อย่างไรก็ตาม BAFS มีความสามารถในการผลิตรถยนต์ EV เติมน้ำมันอากาศยานได้ปีละ 20 คัน  

พร้อมกันนี้ BAFS ยังผลักดันการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว โดยปัจจุบันได้เริ่มเติม SAF ให้กับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส สายการบินไทยเวียตเจ็ท และมองเห็นโอกาสในการใช้เอทานอลมาผลิตน้ำมันเจ็ท (Alcohol-to-Jet) เนื่องจากประเทศไทยมีวัตถุดิบเหลือเฟือ โดย BAFS เริ่มเติมน้ำมันอากาศยานตั้งแต่กรกฏาคม 2568 ให้กับ 2 สายการบิน คือ บางกอกแอร์เวย์ และไทยเวียดเจ็ต