“ศบก.” เผย รัฐบาลเร่งบริหาร “น้ำมัน-ไฟฟ้า” รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

Loading

“ศบก.” เผย รัฐบาลเร่งบริหาร “น้ำมัน-ไฟฟ้า” รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เพิ่มการกระจายน้ำมัน ทำแดชบอร์ดติดตามสถานีบริการ คุมราคาสินค้า พร้อมดูแลคนไทยในพื้นที่เสี่ยง

วันนี้(24 มี.ค.69) เวลา 11.05 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวโดย ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ และนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกันแถลงและชี้แจงประเด็นข้อสงสัยจากประชาชน ดังนี้

  • สถานการณ์น้ำมันล่าสุดเป็นอย่างไร และรัฐบาลทำอย่างไรให้น้ำมันเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้แจงว่า ภาพรวมสถานการณ์เริ่มมีทิศทางดีขึ้น โดยเฉพาะการกระจายน้ำมันไปยังผู้ค้าส่งหรือจ๊อบเบอร์ ซึ่งจะช่วยลดความแออัดหน้าสถานีบริการน้ำมัน หลังจากภาครัฐผ่อนคลายมาตรการสำรองน้ำมัน ทำให้โรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันสามารถส่งน้ำมันไปยังจ๊อบเบอร์และสถานีบริการได้มากขึ้นตามโควตาเดิม โดยในเช้าวันนี้ได้สอบถามข้อมูลจาก ปตท. และบางจาก พบว่า ทั้งสองบริษัทเพิ่มกำลังการกลั่นขึ้นประมาณร้อยละ 9 เท่ากัน ขณะที่ PTTOR มีการจำหน่ายน้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มขึ้นจากภาวะปกติประมาณร้อยละ 25 และเฉพาะดีเซลเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 35 สะท้อนว่าทั้งภาคการผลิตและภาคการจำหน่ายกำลังเร่งอัดฉีดน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างเต็มที่

ในอีก 1-2 วันจากนี้ จะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่าน้ำมันจะถูกกระจายไปยังภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดทราฟฟิกของรถภาคอุตสาหกรรมที่เข้าไปเติมน้ำมันในสถานีบริการ และทำให้สถานีบริการกลับมามีน้ำมันเพียงพอใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดเหตุ ขณะเดียวกัน ภาครัฐกำลังเร่งจัดทำแดชบอร์ดแสดงข้อมูลตั้งแต่โรงกลั่นคลังน้ำมัน จ๊อบเบอร์ ไปจนถึงสถานีบริการ คาดว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ภายในเย็นวันนี้หรืออย่างช้าวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพรวมการบริหารจัดการน้ำมันได้ชัดขึ้น และช่วยกันตรวจสอบความผิดปกติเรื่องการกระจายและการกักตุนได้อีกทางหนึ่ง

ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้จังหวัดต่าง ๆ ตรวจสถานีบริการน้ำมันทุกวัน โดยเฉพาะระดับอำเภอเพื่อป้องกันการกักตุน พร้อมขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน เพราะแม้กำลังการกลั่นรวมของโรงกลั่นทั้ง 5 โรงจะอยู่ที่ประมาณ 175 ล้านลิตรต่อวัน และขยายกำลังการผลิตได้เพิ่มเติมไม่เกินร้อยละ 10 แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน การใช้พลังงานอย่างระมัดระวังก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น

ปัจจุบัน ไทยยังจำกัดการส่งออกน้ำมันไปเพียง 2 ประเทศ คือ สปป.ลาว และเมียนมา รวมกันไม่เกินวันละ 5 ล้านลิตร โดยส่งไปยัง สปป.ลาว ประมาณ 4 ล้านกว่าลิตรต่อวัน และเมียนมาประมาณ 3 แสนลิตรต่อวัน ไม่มีการส่งออกไปยังประเทศที่สามตามที่มีกระแสข่าว โดยการส่งออกไปยังลาวยังมีความจำเป็นในกรอบความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับการนำเข้าพลังน้ำจากลาว ส่วนเมียนมาเป็นการส่งเพื่อใช้กับแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ซึ่งก๊าซดังกล่าวจะถูกส่งกลับมาใช้ผลิตไฟฟ้าให้กับประเทศไทย

  • สถานการณ์ก๊าซธรรมชาติและ LNG จะกระทบค่าไฟหรือไม่ และไทยมีเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับผลิตไฟฟ้าหรือไม่

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ชี้แจงว่า โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยในปี 2569 ยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลักประมาณร้อยละ 56 ขณะที่พลังน้ำมีสัดส่วนร้อยละ 12 ถ่านหินรวมร้อยละ 21 และพลังงานทดแทนอีกร้อยละ 10 ส่วนแหล่งก๊าซธรรมชาติของไทย มาจากอ่าวไทยประมาณร้อยละ 50 เมียนมาผ่านท่อประมาณร้อยละ 10 และ LNG ประมาณร้อยละ 40 จึงเห็นได้ว่า LNG ยังมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างมาก

กกพ. ได้กำกับการจัดหา LNG ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ก๊าซในประเทศ โดยเฉพาะภาคการผลิตไฟฟ้าผ่านทั้งสัญญาระยะยาวหรือ Term LNG ร้อยละ 70 และการจัดหารายเที่ยวหรือ Spot LNG ร้อยละ 30 เพื่อให้ระบบมีความยืดหยุ่นในการปรับสมดุลระหว่างซัพพลายกับดีมานด์ ในช่วงวิกฤต กกพ. ได้ทบทวนแผนจัดหา LNG ล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มแผนนำเข้า Spot LNG ช่วงมีนาคม-เมษายน จำนวน 3 ลำเรือ

ซึ่งขณะนี้จัดหาได้แล้ว 2 ลำ สำหรับเดือนเมษายน ส่วนลำที่ 3 ยังไม่จำเป็นในเวลานี้ ขณะเดียวกันปริมาณ LNG คงคลังของไทยยังอยู่ในระดับสูงและเพียงพอรองรับความต้องการใช้ของประเทศ โดยราคาก๊าซ LNG ในตลาดโลกได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างชัดเจน หลังเกิดเหตุการณ์สู้รบเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา ราคาก๊าซ LNG ในตลาด Spot เพิ่มขึ้นจากประมาณ 10 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู เป็น 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู หรือเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า จึงต้องเน้นการบริหาร “ราคา” มากกว่าความเสี่ยงด้าน “ปริมาณ” แม้ไทยจะนำเข้า LNG จากกาตาร์อยู่ประมาณร้อยละ 6 ของปริมาณก๊าซทั้งระบบ หรือประมาณร้อยละ 15 ของ LNG นำเข้า แต่ไทยยังสามารถจัดหา LNG จากแหล่งอื่น เช่น ออสเตรเลีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และแอฟริกา ได้ จึงไม่เกิดความเสี่ยงขาดแคลนเชื้อเพลิง ในด้านการบริหารระบบไฟฟ้า

ขณะนี้มีการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เพิ่มการใช้พลังน้ำ และเพิ่มการใช้ก๊าซจากอ่าวไทยมากขึ้น ส่งผลให้ในเดือนมีนาคมสามารถลดการนำเข้า LNG ได้เทียบเท่าประมาณร้อยละ 70 ของ 1 ลำเรือ และเพิ่มก๊าซในประเทศได้เทียบเท่าร้อยละ 50 ของ 1 ลำเรือ สะท้อนว่าระบบไฟฟ้าของไทยยังมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถรับมือกับสถานการณ์ผันผวนของตลาดโลกได้ โดย กกพ. จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกำกับต้นทุนให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจให้มากที่สุด

  • เมื่อน้ำมันดีเซลแตะ 33 บาทต่อลิตร กระทรวงพาณิชย์จะดูแลราคาสินค้าอย่างไร และมาตรการ “ไทยช่วยไทย” คืออะไร

นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า กระทรวงพาณิชย์ ตระหนักดีถึงผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุดพบว่าผู้ประกอบการยังมีสต็อกสินค้าเดิมอยู่ในมือ จึงยังไม่มีเหตุอันควรในการปรับขึ้นราคาสินค้า อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับความไม่แน่นอน กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำมาตรการเชิงรุกหลายด้าน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้หารือกับผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีก โมเดิร์นเทรด ซัพพลายเออร์ ผู้ผลิตรายใหญ่ และสมาคมการค้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งโครงการนี้จะเป็นความร่วมมือในการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในรูปแบบเฮาส์แบรนด์และไฟท์ติ้งแบรนด์

โดยสินค้ากลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง น้ำมันพืช น้ำปลา สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และยาสีฟัน ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่มีศักยภาพที่จะผลิตและกระจายสินค้าเหล่านี้ได้ทั่วประเทศผ่านทั้งห้างค้าส่งค้าปลีก โมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ และเครือข่ายค้าปลีกใน 77 จังหวัด ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม

นวันพรุ่งนี้กระทรวงพาณิชย์จะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อพิจารณาเพิ่มจำนวนสินค้าควบคุม เช่น เม็ดพลาสติก และน้ำดื่มบรรจุขวด รวมถึงยกระดับมาตรการกำกับดูแลสินค้าจำเป็นบางรายการ จากเดิมที่ผู้ประกอบการเพียง “แจ้ง” การเปลี่ยนแปลงราคา มาเป็น “ต้องขออนุญาตก่อน” ปรับขึ้นราคา โดยกลุ่มสินค้าที่จะเสนอเข้าสู่มาตรการเข้มงวดขึ้น ได้แก่ กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังจะเดินหน้าโครงการ “ธงฟ้า” ต่อเนื่องในช่วง 4 เดือนข้างหน้า ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงสิงหาคม เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงโครงการ “ธงเขียวพลัส” เพื่อช่วยลดต้นทุนปุ๋ยให้เกษตรกรในช่วงพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ปุ๋ยสูงสำหรับนาปรัง นาปี ข้าวโพด มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน

นายกรนิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวานนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งชุดผู้บริหารระดับสูงลงพื้นที่ร่วมกับพาณิชย์จังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เพื่อตรวจติดตามภาวะสินค้าและบริการในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด รวม 393 แห่ง พบว่ามีการปรับราคาสินค้าบางรายการ เช่น เนื้อสัตว์ตามต้นทุนและสภาพอากาศ ส่วนราคาผักยังทรงตัว ขณะที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา พบการกระทำผิดกฎหมายแล้วประมาณ 13 ราย ใน 9 จังหวัด ส่วนใหญ่ไม่ติดป้ายแสดงราคา หากพบการฉวยโอกาสขึ้นราคา สามารถแจ้งสายด่วน 1569 ได้ทันที

  • สถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นอย่างไร และการช่วยเหลือคนไทยมีความคืบหน้าอย่างไร

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางโดยรวมยังคงมีความตึงเครียด โดยยังมีการโจมตีตอบโต้กันระหว่างคู่ขัดแย้งหลัก รวมถึงการโจมตีกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับหรือ GCC แม้ว่าส่วนใหญ่จะสามารถสกัดกั้นได้ก็ตาม ทั้งนี้ เมื่อช่วงเย็นวานนี้ตามเวลาประเทศไทย มีการประกาศผ่านโซเชียลมีเดียโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าสหรัฐฯ และอิหร่านได้หารือกันในทางที่ดีเกี่ยวกับการยุติความเป็นปฏิปักษ์ในตะวันออกกลาง และฝ่ายสหรัฐฯ ได้สั่งชะลอการโจมตีต่อโครงสร้างพลังงานของอิหร่านเป็นเวลา 5 วัน โดยยังมีรายงานปฏิเสธการหารือดังกล่าว และหลังจากนั้นก็ยังมีการแลกเปลี่ยนการโจมตีกันในภูมิภาค จึงยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงขอย้ำให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด

พร้อมติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากช่องทางทางการอย่างใกล้ชิด รวมทั้งแจ้งที่อยู่และหมายเลขติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่ ส่วนการช่วยเหลือกรณีแรงงานไทยในอิสราเอล 1 ราย ที่เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ อยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสายการบินเอลอัล ทราบล่าสุดว่าร่างผู้เสียชีวิตจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 26 มีนาคม 2569 สำหรับกรณีอิหร่านและตุรกี ขณะนี้แรงงานประมงไทย 4 คนจากเมืองบันดาร์อับบาสได้เดินทางข้ามไปยังตุรกีโดยสวัสดิภาพแล้ว และมีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้ ขณะเดียวกัน ยังมีนักศึกษาไทย 7 คน และแรงงานภาคประมงอีก 1 คน รวมเป็น 8 คน ที่มีกำหนดเดินทางจากอิหร่านไปยังตุรกีในวันพรุ่งนี้เช่นกันจากการที่ฝ่ายไทยได้ขอความร่วมมือกับประเทศและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเรื่องความปลอดภัยของการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ล่าสุด มีเรือพาณิชย์ไทยบางส่วนสามารถเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงได้อย่างปลอดภัยแล้ว และรัฐบาลไทยจะยังคงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของการเดินเรืออย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยยังได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อขอบคุณที่อำนวยความสะดวกให้คนไทยจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคสามารถเดินทางกลับประเทศไทยผ่านซาอุดีอาระเบียได้ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนร่วมกันว่าต้องการเห็นความขัดแย้งยุติลงโดยเร็ว ผ่านการดำเนินการทางการทูตและการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

สำหรับคนไทยที่ยังอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ขอให้ติดตามสถานการณ์จากช่องทางทางการอย่างสม่ำเสมอ ประเมินความปลอดภัย และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จนถึงขณะนี้ มีคนไทยได้รับความช่วยเหลือออกจากพื้นที่เสี่ยงในภูมิภาคตะวันออกกลางมายังประเทศไทยหรือประเทศที่สามแล้วรวมทั้งสิ้น 1,483 คน และรัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในการช่วยเหลือคนไทยออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย