![]()
BA เริ่ม 1 เม.ย. นี้ ปรับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน 15-20% หลังน้ำมันพุ่ง ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเส้นทางบินต่างประเทศ 50-60 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ภาพรวมรายได้ปี 69 คาดใกล้เคียงปี 68

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ผู้ให้บริการสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจนเป็นเหตุให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลกระทบกับธุรกิจการบิน ดังนั้นในวันที่ 1 เมษายนนี้ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เตรียมปรับขึ้นราคาค่าโดยสารเครื่องบิน (ตั๋วเครื่องบิน) ภายในประเทศเฉลี่ย 15-20% โดยจะพิจารณาปรับขึ้นในบางเส้นทางเช่น กรุงเทพฯ – สมุย กรุงเทพฯ – ภูเก็ต กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ในขณะที่เส้นทางบินระหว่างประเทศก็เตรียมปรับขึ้นค่าฟิวเซอร์ชาร์ต (Fuel Surcharge) หรือค่าธรรมเนียมน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50-60 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อเส้นทาง โดยจะพิจารณาปรับขึ้นในบางเส้นบิน เช่น เส้นทางบินฮ่องกง, มัลดีฟส์,สิงคโปร์ เริ่ม 1 เมษายนนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามในปีนี้ BA มีการทำการเฮดจิ้งน้ำมัน (Oil Hedging) หรือล็อกราคาน้ำมันล่วงหน้าไว้แล้ว 30% ในราคาเฉลี่ยทั้งปีที่ 80-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาผันผวน ซึ่งหลังเริ่มมีการสู้รบกันระหว่าง อิสราเอลร่วมมือกับสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปสูงสุดถึง 260 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันปรับตัวลดลงเฉลี่ยที่ระดับ 180 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ก็ยังสูงอยู่เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต้นทุนของ BA สูงขึ้น 30%
นายพุฒิพงศ์ กล่าวว่า ภาพรวมปี 2569 ยังคงคาดว่า รายได้รวมจะใกล้เคียงกับปี 2568 ที่มีรายได้รวม 26,067 ล้านบาท ส่วนอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ตั้งเป้าไว้ที่ 80% เพิ่มขึ้น 4% ผู้โดยสาร 4.3 ล้านคน เท่ากับปี 2568 ค่าบัตรโดยสารเฉลี่ยที่ 4,200 บาทต่อเที่ยว ส่วนจำนวนเที่ยวบินตั้งเป้าไว้ที่ 48,000 เที่ยวบินลดลง 2% ส่วนยอดการสำรองที่นั่งล่วงหน้าของบริษัท ฯ ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569 สำหรับการเดินทางตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกันยายน 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน1% โดยอัตราการจองบัตรโดยสารล่วงหน้าไตรมาสที่ 2 ลดลง 3% ขณะที่ไตรมาสที่ 3 เติบโต 9% อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศในระยะนี้ บริษัทฯ จึงยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอีก 2-3 เดือนเพื่อปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้การดำเนินงานและการให้บริการแก่ผู้โดยสารเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
นายพุฒิพงศ์ กล่าวถึงด้านการยกระดับศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน ว่า บริษัท ฯ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการปรับปรุงสนามบินสมุยในไตรมาส 2 ปี 2569 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี พร้อมเพิ่ม Boarding Gates จาก 7 เป็น 11 ขยายพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็น4,000 ตารางเมตร และเพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอินพร้อมเครื่องเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติรวม40 จุด โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2573 ขณะเดียวกัน สนามบินตราดได้ขยายทางวิ่ง (Runway) เป็นความยาว 2,000 เมตรเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้างทางขับเคลื่อนอากาศยาน (Taxiway) และลานจอดอากาศยานจำนวน 3 จุด เพื่อรองรับอากาศยานแบบไอพ่นอาทิ แอร์บัส A320 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี