ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ยังผันผวน หลังสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอยุติสงครามต่ออิหร่าน

Loading

ไทยออยล์ ชี้ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ยังผันผวน หลังสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอยุติสงครามต่ออิหร่าน ขณะที่มีการโจมตีระหว่าง “อิสราเอล-อิหร่าน” ต่อเนื่อง

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยรายงานสถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 27 มี.ค. – 2 เม.ย. 69 พบว่า ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวน จากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีข้อยุติ แม้สหรัฐฯ จะประกาศชะลอการโจมตีอิหร่านชั่วคราวเป็นระยะเวลา 10 วัน จนถึงวันที่ 6 เม.ย. ขณะที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีความชัดเจน และมีความเสี่ยงต่อการยกระดับความรุนแรงเพิ่มเติม ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพของเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ ขณะเดียวกันอุปทานน้ำมันดิบมีสัญญาณผ่อนคลายในบางส่วน โดย บริษัท Reliance Industries Limited ของอินเดียกลับมานำเข้าน้ำมันจากอิหร่านภายใต้การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรชั่วคราวของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี Saudi Aramco มีแผนปรับลดการส่งออกไปยังเอเชีย และเผชิญข้อจำกัดด้านเส้นทางขนส่งน้ำมัน ท่ามกลางความเสี่ยงการโจมตีในทะเลแดง นอกจากนี้ ตลาดจับตาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการส่งออกน้ำมันของรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ ประกอบ

• สหรัฐฯ ได้เสนอแผนการเจรจา 15 ข้อ โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง ทั้งนี้ เงื่อนไขสำคัญของแผนดังกล่าว คือการยุติโครงการนิวเคลียร์และการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม รวมถึงการรับรองเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ขณะเดียวกันทางด้านอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธแผนดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่สมเหตุสมผล พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอโต้กลับซึ่งมุ่งเน้นไปที่การหยุดการรุกรานและการลอบสังหาร อย่างไรก็ตาม แม้นายโดนัลด์ ทรัมป์จะยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากันอยู่ แต่นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ออกมาปฏิเสธข่าวการเจรจาโดยตรงอย่างสิ้นเชิง และพร้อมกล่าวว่าอิหร่านจะเจรจากับสหรัฐฯ ต่อเมื่อสหรัฐฯ ยอมรับข้อเสนอของอิหร่าน

• สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด เนื่องจากกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาแผนการยกระดับการโจมตีครั้งสุดท้ายต่ออิหร่าน ซึ่งอาจครอบคลุมถึงการใช้กำลังภาคพื้นดินและการทิ้งระเบิดคครั้งใหญ่ ต่ออิหร่าน โดยระบุถึง 4 ทางเลือกที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจเลือกใช้ ได้แก่ 1) การบุกหรือปิดล้อมเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางหลักในการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน 2) การบุกเกาะลารัก (Larak) ซึ่งเป็นเกาะยุทธศาสตร์ที่ช่วยให้อิหร่านเสริมความมั่นคงในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ 3) การยึดเกาะอาบูมูซา (Abu Musa) และเกาะขนาดเล็กอีกสองเกาะ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของช่องแคบฮอร์มุซ และ 4) การสกัดกั้นหรือยึดเรือ ซึ่งกำลังส่งออกน้ำมันของอิหร่านบริเวณด้านตะวันออกของช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ดี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศระงับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเป็นการชั่วคราว ระยะเวลา 10 วัน ตามคำร้องขอของรัฐบาลอิหร่าน พร้อมกำหนดเส้นตายใหม่ในวันที่ 6 เม.ย.

• บริษัท Reliance Industries Ltd (RIL) ของอินเดีย ได้ดำเนินการซื้อน้ำมันดิบจากบริษัทน้ำมันแห่งชาติ National Iranian Oil Company (NIOC) ของอิหร่านปริมาณ 5 ล้านบาร์เรล หลังจากสหรัฐฯ ได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรชั่วคราวให้มีการซื้อและขนถ่ายน้ำมันดิบของอิหร่านที่อยู่ระหว่างการขนส่งในทะเลได้ภายใน 30 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 19 เม.ย. โดยการซื้อขายครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2562 ที่อินเดียกลับมานำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน เนื่องจากก่อนหน้านี้ต้องระงับการนำเข้าเนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ราคาซื้อขายน้ำมันดังกล่าวยังสูงกว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ราว 7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สะท้อนถึงความต้องการใช้น้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

• Saudi Aramco บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของซาอุดิอาระเบียเตรียมปรับลดปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบไปยังจีนและอินเดีย โดยมีกำหนดส่งมอบน้ำมันดิบให้จีนประมาณ 40 ล้านบาร์เรลในเดือน เม.ย. ลดลงจากระดับประมาณ 48 ล้านบาร์เรลในเดือน ก.พ. ขณะที่ปริมาณส่งออกไปยังอินเดียมีแนวโน้มปรับลดลงเช่นกัน ทั้งนี้ บริษัทต้องปรับเส้นทางลำเลียงน้ำมันบางส่วน ผ่านท่อส่งข้ามคาบสมุทรอาหรับไปยังท่าเรือยันบู บริเวณทะเลแดง แทนการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เตือนว่ากลุ่มฮูตีในเยเมนอาจเริ่มเปิดฉากโจมตีเรือในช่องแคบ Bab al-Mandeb ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทะเลแดง หลังจากอิหร่านส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการขยายมาตรการขัดขวางการเดินเรือทั่วทั้งภูมิภาค หากอิหร่านและกลุ่มฮูตีเปิดฉากแนวรบใหม่ในบริเวณดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดิอาระเบีย

• ตลาดติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างใกล้ชิด ภายหลังรัสเซียส่งโดรนโจมตีมากกว่า 948 ลำ ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในระดับสูงสุดนับตั้งแต่การเริ่มต้นของสงคราม โดยมุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วประเทศยูเครน ขณะเดียวกันยูเครนได้ตอบโต้ด้วยการส่งโดรนมากกว่า 389 ลำ เพื่อโจมตีท่าเรือส่งออกน้ำมันของรัสเซียในทะเลบอลติก ส่งผลให้ท่าเรือ Primorsk และ Ust-Luga ต้องระงับการขนถ่ายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ามีปริมาณการส่งออกน้ำมันของรัสเซียอย่างน้อย 40% ที่ได้รับผลกระทบ

• ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีราคาที่อยู่อาศัย เดือน ม.ค. 69 ปริมาณการนำเข้าและส่งออก ยอดขายปลีก ดุลการค้า เดือน ก.พ. 69 ดัชนีการเลิกจ้างงาน เดือน มี.ค. 69

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ อัตราการว่างงาน เดือน ก.พ. 69 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ของผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน มี.ค. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและที่ไม่ใช่การผลิต เดือน มี.ค. 69

ส่วนสรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 20 – 26 มี.ค. 69 พบว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 3.46 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 92.72 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 0.81 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 105.37 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังอุปทานน้ำมันดิบยังคงหยุดชะงักอย่างต่อเนื่อง จากความตึงเครียดบริเวณภูมิภาคตะวันออกกลางที่อิหร่านได้ปฏิบัติการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธต่ออิสราเอล

ในขณะเดียวกันสำนักข่าวแห่งหนึ่งของอิหร่าน รายงานว่า สถานีก๊าซในเมืองอิสฟาฮานได้ลดแรงดันลงหลังจากได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตี รวมทั้งมีกระสุนปืนพุ่งชนท่อส่งก๊าซในเมืองคอร์รัมชาห์ร อย่างไรก็ตาม สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลัง สหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 20 มี.ค. 69 ปรับเพิ่มขึ้น 69 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 456.2  ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเพียง 2.4 ล้านบาร์เรล

ทั้งนี้ ภายใต้ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ยังคงบริหารจัดการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งที่หลากหลาย เพื่อรักษาเสถียรภาพของปริมาณน้ำมันภายในประเทศ แม้ต้นทุนด้านขนส่งและประกันภัยจะปรับสูงขึ้นตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

โดยบริษัทฯ ยังคงเดินเครื่องผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันและสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ