PTTEP แจงผู้ถือหุ้นฯ เร่งผลิตก๊าซฯในอ่าวไทยสู่ระดับสูงสุด พร้อมรับมือเหตุขัดแย้งตะวันออกกลาง

Loading

“CEO ปตท.สผ.” แจงที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ยันเหตุขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่มีผลกระทบต่อโครงการลงทุนใน UAE และ โอมาน พร้อมทำประกันความเสี่ยงด้านราคารองรับความผันผวนจากราคาน้ำมัน มั่นใจเร่งผลิตก๊าซฯในอ่าวไทยสู่ระดับสูงสุด เสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะที่ ผู้ถือหุ้นฯ ไฟเขียวจ่ายปันผลงวดครึ่งหลังปี68 อัตราหุ้นละ 4.65 บาท กําหนดจ่าย 22 เมษายน 2569

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP (ปตท.สผ.) เปิดเผยในการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ของ ปตท.สผ.ในวันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 14.30 น. ในรูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) ตามพระราชกำหนดว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 รวมถึงกฎหมาย และระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นฯ ได้สอบถามถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่มีการสู้รบระหว่างสหรัฐฯและอิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่ง ปตท.สผ. ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่มีผลกระทบต่อการลงทุนในภูมิภาคตะวันออกกลางของ ปตท.สผ. ที่ปัจจุบัน มีการเข้าไปลงทุนใน 2 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่ปัจจุบันยังไม่มีการผลิตเป็นเพียงการสำรวจพื้นที่เพื่อเตรียมการผลิต จึงยังไม่ได้รับผลกระทบ และปตท.สผ.ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานและได้เคลื่อนย้ายพนักงานออกไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยแล้ว และประเทศโอมาน เป็นการผลิตจากแปลงบนบก (Onshore) ซึ่งยังดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผลกระทบด้านค่าเงิน ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบโดยตรงและได้ดำเนินการบริหารความเสี่ยงไว้บ้างแล้ว

อย่างไรก็ตาม จากสภาวะความผันผวนด้านราคาน้ำมันดิบในปี 2569 ปตท.สผ.มีนโยบายบริหารจัดการความเสี่ยงป้องกันด้านราคาน้ำมันต่อกระแสเงินสดและกำไรจากการดำเนินงาน โดยปัจจุบันได้พิจารณาทำประกันความเสี่ยงในระดับ 13% ของเป้าหมายการผลิตในปี 2569 และจะพิจารณาจัดทำประกันความเสี่ยงในสอดรับกับสถานการณ์ในอนาคตต่อไป

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า โครงสร้างการดำเนินงานของบริษัท ราว 70% มีรายได้หลักจากการผลิตและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ ส่วนอีก 30% เป็นรายได้จากการผลิตน้ำมันและคอนเดนเสท ซึ่งในส่วนนี้ก็อาจจะได้รับผลกระทบบ้าง โดยบริษัทก็ได้จัดทำประกันความเสี่ยงด้านราคารองรับไว้แล้ว

นอกจากนี้ ด้านพลังงานในประเทศไทย ปตท.สผ.ได้เตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนนโยบายของกระทรวงพลังงานในการรักษาความต่อเนื่องของการผลิตปิโตรเลียม และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยจะเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในระดับสูงสุด รวมถึงพิจารณาปรับแผนการซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงในปี 2569 บริษัท ยังเตรียมปรับแผนการลงทุนให้พร้อมรองรับต่อสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงต่อไป

ที่ประชุมผู้ถือหุ้นฯ ยังเห็นชอบจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ในเงินงวด 6 เดือนหลังของปี 2568 ที่จะจ่ายอีกในอัตราหุ้นละ 4.65 บาท หรือเทียบเท่า อัตราหุ้นละประมาณ 0.1466 ดอลลาร์ฯ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ 31.715 บาทต่อดอลลาร์ฯ คิดเป็นเงินปันผลจ่ายทั้งสิ้นประมาณ 18,460 ล้านบาท ประกอบด้วย

-เงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.65 บาท จะจ่ายจากกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรที่เสียภาษีเงินได้ ปิโตรเลียม ซึ่งผู้ ถือหุ้นประเภทบุคคลธรรมดาจะไม่ได้รับสิทธิเครดิตภาษีเงินปันผล  ตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

-เงินปันผลในอัตราหุ้นละ 4.00 บาท จะจ่ายจากกําไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรที่เสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้ถือหุ้นประเภทบุคคลธรรมดาจะได้รับสิทธิเครดิตภาษี เงินปันผล ตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 20 เท่ากับเงินปันผล คูณ 20/80

โดยผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล ได้แก่ผู้ถือหุ้นที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกําหนดสิทธิผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 (วัน XD ตรงกับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569) และกําหนด จ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 เมษายน 2569 ภายหลังจากที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจําปี 2569

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมผู้ถือหุ้นสมควรอนุมัติการเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 8.75 บาท ทั้งนี้ ปตท.สผ. ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ในอัตราหุ้นละ 4.10 บาท ซึ่งจ่ายจากกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรที่เสียภาษีเงินได้ ปิโตรเลียมทั้งจำนวน จึงยังคงเหลือเงินปันผลจ่ายสำหรับงวด 6 เดือนหลังของปี 2568 ที่จะจ่ายอีก ในอัตราหุ้นละ 4.65 บาท

ที่ประชุมผู้ถือหุ้นฯ ได้รับทราบผลการดำเนินงานประจำปี 2568 และแผนงานประจำปี 2569 โดยสำหรับผลประกอบการในปี 2568 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 294,849 ล้านบาท (เทียบเท่า 8,970 ล้านดอลลาร์ฯ) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) ได้ที่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิตเต็มปี และความสำเร็จจากการเข้าลงทุนในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 (MTJDA A18) ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 43.82 ดอลลาร์ฯต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงประมาณ 6% ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,830 ล้านดอลลาร์ฯ) 

ขณะที่แผนการดำเนินงานในปี 2569 คาดว่า ปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย จะอยู่ที่อัตรา 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้ปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการ(M&A)ที่เกิดขึ้นในปี 2568 และรับรู้กำลังผลิตเต็มปีในปี 2569 รวมถึงคาดว่า จะมีการเรียกรับก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในอ่าวไทยเพิ่มขึ้นในปีนี้ เนื่องจากผู้ซื้อก๊าซฯไม่มีแผนปิดซ่อมบำรุงใหญ่ พร้อมรักษามีต้นทุนต่อหน่วย(Unit Cost) ทั้งปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ

ส่วนการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทในระยะยาวตามแผนการลงทุน 5 ปี (2569-2573) บริษัทได้จัดสรรงบประมาณรวม 33,279 ล้านดอลลาร์ฯ (เทียบเท่า 1,089,887 ล้านบาท) โดยราว 64% จะใช้สำหรับการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซฯเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากบริษัทประเมินว่า ก๊าซฯในอ่าวไทยจะมีกำลังการผลิตลดลงราว 10% ส่วนงบลงทุนอีกราว 36% จะใช้สำหรับขยายการเติบโตของบริษัทผ่านโครงการลงทุนในต่างประเทศ 

นอกจากนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นฯ ยังเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระประจำปี 2569 จำนวน 5 คน ดังนี้ 

1.ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง

2.นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง

3.ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง

4.นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง

5.นางสาวมัทนา เจริญศรี เลือกตั้งใหม่ แทน พลเอก นิธิ จึงเจริญ กรรมการอิสระ ประธานกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน  และกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน