![]()
ช่วงนี้หลายคนเห็นตัวเลข ค่าการกลั่น ปรับขึ้นจากประมาณ 2 บาทต่อลิตร เป็นราว 6 บาทต่อลิตร แล้วตั้งคำถามว่า ตัวเลขนี้หมายถึงกำไรของโรงกลั่นหรือไม่
คำตอบคือ “ไม่ใช่”
สิ่งสำคัญคือ ต้องแยกคำว่า “ค่าการกลั่น” ออกจาก “กำไรสุทธิของโรงกลั่น” ให้ชัด
ค่าการกลั่นคืออะไร
ค่าการกลั่น หรือ GRM (Gross Refining Margin) เป็นเพียงตัวชี้วัดเบื้องต้นของธุรกิจโรงกลั่น โดยสะท้อน
ส่วนต่างค่าเฉลี่ยถ่วงปริมาตรของ ราคาของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปทุกผลิตภัณฑ์ กับน้ำมันดิบอ้างอิง
พูดง่ายๆ คือ เป็นตัวเลขที่ใช้ดูว่า “ราคาน้ำมันที่กลั่นออกมาขายได้ เทียบกับราคาน้ำมันดิบอ้างอิงต่างกันมากน้อยแค่ไหน”
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ ยังไม่ใช่กำไรที่แท้จริงของโรงกลั่น เพราะยังไม่ได้หักต้นทุนการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ทำไมช่วงวิกฤตค่าการกลั่นจึงสูงขึ้น
ในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตลาดมักกังวลเรื่อง
- ความเสี่ยงของอุปทานน้ำมัน
- เส้นทางขนส่งทางทะเล
- ระดับสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปในตลาด
ความกังวลเหล่านี้ทำให้ ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล มักปรับขึ้นเร็วกว่าน้ำมันดิบ
พูดง่าย ๆ คือ “เมื่อน้ำมันที่กลั่นออกมาขายได้ มีราคาสูงขึ้นเร็วกว่าวัตถุดิบที่ซื้อเข้ามา ส่วนต่างราคาจะกว้างขึ้น และทำให้ค่าการกลั่นสูงขึ้น”
จึงทำให้ค่าการกลั่นสามารถเพิ่มจากระดับปกติประมาณ 1 บาทต่อลิตร ได้ในช่วงที่ตลาดตึงตัว
ค่าการกลั่นสูง ไม่ได้แปลว่ากำไรสูง
แม้ค่าการกลั่นจะเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขนี้ ยังไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น เพราะในช่วงวิกฤต ต้นทุนหลายส่วนของโรงกลั่นก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น
- Premium ของน้ำมันดิบ หรือ ราคาส่วนเพิ่มเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบอ้างอิง
Premium คือ ราคาส่วนเพิ่มที่ต้องจ่ายสูงกว่าราคาน้ำมันดิบอ้างอิง เพื่อให้ได้ซื้อน้ำมันดิบจริงโดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดตึงตัว หรือมีความเสี่ยงด้านอุปทาน
- ค่าประกันภัยการขนส่ง (Insurance)
เมื่อเกิดความเสี่ยงจากสงครามหรือความไม่แน่นอนในเส้นทางเดินเรือ ค่าประกันภัยของเรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าจะปรับสูงขึ้นมาก
- ค่าขนส่งและค่าระวางเรือ (Freight)
ความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือ หรือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ ค่าระวางเรือและค่าขนส่งน้ำมันปรับสูงขึ้น
นอกจากนี้ โรงกลั่นยังมีต้นทุนการดำเนินงานอีกหลายส่วน เช่น ค่าเชื้อเพลิงและพลังงานในกระบวนการกลั่น, ค่าไฟฟ้า, ค่าซ่อมบำรุง, ค่าแรง, ดอกเบี้ยและภาษี ดังนั้น ค่าการกลั่นที่เห็นจึงไม่ได้เท่ากับกำไรสุทธิของโรงกลั่น
ตัวอย่างต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤตตลาดพลังงานโลก
ในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานของน้ำมันมักปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันหลายส่วน
แม้ว่าค่าการกลั่นในตลาดจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนของโรงกลั่นก็เพิ่มขึ้นในหลายด้านเช่นกัน
ตัวอย่างต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤต ได้แก่
1. ค่าระวางเรือ (Freight)
ความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางทะเล ทำให้ค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
ในบางช่วงของความตึงเครียดในตลาดพลังงานโลก มีรายงานว่า ค่าระวางเรือในบางเส้นทางปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 800% เมื่อเทียบกับระดับปกติ
การเพิ่มขึ้นของค่าระวางเรือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบของโรงกลั่น เนื่องจากประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก
2. ค่าประกันภัยการขนส่ง (Marine Insurance)
เมื่อเกิดความเสี่ยงจากสงครามหรือความไม่แน่นอนในเส้นทางเดินเรือ บริษัทประกันภัยจะปรับเพิ่มค่าเบี้ยประกันสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าที่ผ่านพื้นที่เสี่ยง
โดยเฉพาะในช่วงความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับการขนส่งผ่านพื้นที่เสี่ยงสามารถ เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากระดับปกติ
ต้นทุนดังกล่าวจะถูกสะท้อนอยู่ในต้นทุนการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน
3. Premium ของน้ำมันดิบ (Crude Premium)
Premium คือราคาส่วนเพิ่มที่ต้องจ่ายสูงกว่าราคาน้ำมันดิบอ้างอิง เพื่อให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบจริงได้
ในช่วงที่ตลาดน้ำมันตึงตัว ผู้ผลิตน้ำมันดิบอาจปรับเพิ่ม Premium อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของตลาดเอเชีย
Premium ที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบของโรงกลั่นสูงขึ้น แม้ว่าราคาน้ำมันดิบอ้างอิงในตลาดอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
ดังนั้น แม้ค่าการกลั่นในตลาดจะปรับเพิ่มขึ้นในบางช่วงเวลา แต่ต้นทุนของโรงกลั่นในหลายส่วนก็เพิ่มขึ้นพร้อมกันในระบบพลังงานโลก
ธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจวัฏจักร
อีกเรื่องสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ “ค่าการกลั่นมีขึ้นและลง ธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่ ผันผวนตามวัฏจักรของเศรษฐกิจและตลาดพลังงาน”
หากเกิดสถานการณ์ เช่น เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความต้องการใช้น้ำมันลดลง ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดมีมากกว่าความต้องการจะหดตัวลง ส่งผลให้ ค่าการกลั่นลดลงมาก หรือ แม้กระทั่ง ติดลบ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือช่วง ปี 2020–2021 ในช่วงโควิด-19 ซึ่งค่าการกลั่นทั่วโลกลดลงอย่างมาก โรงกลั่นหลายแห่งต้องลดกำลังการผลิต และบางแห่งถึงขั้นปิดกิจการถาวร

ค่าการกลั่น ไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น แต่เป็นเพียง ตัวสะท้อนส่วนต่างราคาของตลาดน้ำมันในช่วงเวลานั้น ในช่วงวิกฤต ค่าการกลั่นอาจเพิ่มขึ้นได้จากความตึงตัวของตลาด ขณะเดียวกัน ต้นทุนของโรงกลั่นก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน และในช่วงที่เศรษฐกิจอ่อนตัวหรืออุปทานล้นตลาด ค่าการกลั่นก็สามารถลดลงมาก หรือแม้กระทั่ง ติดลบได้
ดังนั้น ค่าการกลั่น จึงเป็นตัวเลขที่ขึ้นได้ ลงได้ และสะท้อนภาวะตลาดโลกในแต่ละช่วงเวลา โดยโรงกลั่นต้องรับความเสี่ยงของธุรกิจนั้นเอง