![]()
“รมว.พลังงาน” มอบนโยบายผู้บริหาร กระทรวงพลังงาน เตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน มุ่งเน้นการบรรเทาภาระและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด พร้อมจับตาเร่งเคลียร์ 5 ภาระกิจหลัก
วันนี้ (8 เมษายน 2569) นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในการประชุมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน เพื่อรับฟังรายงานนโยบายและภารกิจสำคัญของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงติดตามประเด็นเร่งด่วนที่ต้องผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยมีนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมประชุมพร้อมผู้บริหารระดับสูงจากทุกหน่วยงานในสังกัด

ทั้งนี้ นายเอกนัฎ ได้มอบนโยบาย โดยเน้นย้ำให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อมุ่งเน้นการบรรเทาภาระและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด


ผู้สื่อข่าว รายงานว่า สำหรับงานสำคัญที่รอให้ “รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานคนใหม่” เข้ามาจัดการ ประกอบด้วย 5 เรื่องหลัก ได้แก่
1.การจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ ทั้งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ในภาวะวิกฤตพลังงานจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงการดูแลสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ล่าสุด ติดลบเกินระดับ 50,000 ล้านบาท
2. ค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มแพงขึ้น แม้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เคาะราคาอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย แต่รัฐมนตรีฯ มีนโยบายเบื้องต้นที่ จะตรึงค่าไฟฟ้าให้เท่ากับงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2569 อยู่ที่ราคา 3.88 บาทต่อหน่วย จะมีแนวทางดำเนินการอย่างไร
3. ความล่าช้าในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ หรือ PDP 2026 โดยปัจจุบันยังคงใช้แผน PDP 2018 (Revision 1) ซึ่งแต่เดิมกำหนดใช้ถึงปี 2564 แต่เมื่อแผน PDP ฉบับใหม่ไม่สามารถผ่านการพิจารณาของ ครม. ส่งผลให้แผน PDP ฉบับใหม่ล่าช้ามากว่า 5 ปีแล้ว รวมทั้งสถานการณ์การใช้และผลิตไฟฟ้าเปลี่ยนไป โดยแผน PDP ฉบับนี้จะแตกต่างจากแผน PDP ที่ผ่านมา โดยต้องคำนึงถึงการใช้ไฟฟ้าในส่วนของยานยนต์ไฟฟ้า (EV), พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), ศูนย์ข้อมูล Data Center, รถไฟฟ้าความเร็วสูง, ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองภายในกิจการ หรือจำหน่ายตรงให้ลูกค้า โดยไม่ขายเข้าระบบของการไฟฟ้า หรือ IPS (Independent Power Supply) รวมถึงเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ในปี 2050 ด้วย
4. เร่งสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย เพื่อให้เกิดการพึ่งพาพลังงานในประเทศก่อน เพราะมีราคาถูกกว่าการนำเข้า และช่วยให้ค่าไฟฟ้าถูกลงได้ โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติชี้ว่าปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมอยู่ประมาณ 8-9 ปี แต่หากสามารถผลักดันให้เกิดการสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ ทั้งรอบที่ 25 และ 26 เกิดขึ้นได้ตามแผนก็มั่นใจว่าจะช่วยยืดอายุปริมาณสำรองปิโตรเลียมออกไปได้อีกเป็น 10 ปี
5. ความล่าช้าในการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อีก 4 ตำแหน่ง และการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 1 ตำแหน่ง ซึ่งล่าช้ามากว่า 1 ปี เนื่องจากประสบปัญหาขั้นตอนการคัดสรร จนทำให้ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดผู้อำนวยการกองทุนน้ำมันฯ ขณะที่ กกพ. ขาดประธาน กกพ. 1 ตำแหน่ง และกรรมการฯ อีก 3 ตำแหน่ง แม้ในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 ก็ยังไม่สามารถแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวได้สำเร็จ แม้การทำงานยังดำเนินต่อไปได้ แต่องค์กรก็ไม่สมบูรณ์