“พิพัฒน์” จูงมือ 3 รมช. เปิดแคมเปญ Smart Travel สงกรานต์ 69 คาดเกือบ 19 ล้านคน

Loading

พิพัฒน์” จูงมือ 3 รมช. เปิดแคมเปญ Smart Travel สงกรานต์ 69 คาดเกือบ 19 ล้านคนใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ย้ำตรึงค่าตั๋ว ตั้งเป้าอุบัติเหตุต้องเป็นศูนย์ เล็งจ่ายชดเชยให้ผู้ประกอบการถึงสิ้นเดือน พ.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดกิจกรรมการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ภายใต้แคมเปญ “ออกเวลาไหนก็ถึงบ้านเหมือนกัน Smart Travel Songkran 2569” และพิธีบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการประสานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนของประวัติอาชญากรรมของผู้ขอรับหรือขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะและใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถ ระหว่าง กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และ นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม  พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และคณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วม

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายที่มุ่งยกระดับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ให้ได้รับความสะดวกและปลอดภัยประทับใจการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งในปีนี้คาดการณ์ว่าตลอดช่วงเทศกาลจะมีปริมาณผู้ที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะในกรุงเทพมหานคร จำนวน 18.58 ล้านคน-เที่ยว และต่างจังหวัด จำนวน 3.45 ล้านคน-เที่ยว

โดยกระทรวงคมนาคมเดินหน้าแคมเปญรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ภายใต้แนวคิด “ออกเวลาไหนก็ถึงบ้านเหมือนกัน Smart Travel Songkran 2569” เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ใน 4 มิติ ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ สามารถเลือกเดินทางได้อย่างสบายแบบไร้รอยต่อ กระจายเวลาเดินทาง ลดการแออัด และลดอุบัติเหตุ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของกระทรวงคมนาคม โดยอุบัติเหตุต้องเป็น “ศูนย์” 

ทั้งนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้น ทั้งมิติด้านการอำนวยความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับประชาชน อาทิ จัดหารถเสริมให้เพียงพอประชาชนต้องมีรถโดยสารสาธารณะกลับภูมิลำเนา การยกเว้นค่าทางด่วน 3 สายทาง (ทางพิเศษเฉลิมมหานคร, ศรีรัช, และอุดรรัถยา) รวม 63 ด่าน และการเชื่อมต่อระบบโดยสารสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้า รถประจำทาง ขสมก. มิติด้านความปลอดภัย เช่น การตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะที่จะนำมาให้บริการประชาชนตรวจสอบสภาพรถตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทางและ ปลายทาง และเข้าจุด Check Point รวมถึงบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านการขนส่งทุกภาคส่วน ในการอำนวยความสะดวก ดูแลพี่น้องประชาชนผู้เดินทางให้ถึงที่หมายโดยปลอดภัย

ในส่วนของอัตราค่าโดยสารรถโดยสารประจำทาง ให้ตรึงราคาค่าโดยสาร ในราคาเดิม ถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 โดยมาตรการปรับอัตราค่าโดยสารหลังจากวันที่ 19 เมษายน 2569 ต้องรอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขณะที่การชดเชยส่วนต่างให้กับผู้ประกอบการเนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้รวบรวมข้อมูล และรายละเอียดเตรียมนำเสนอครม.พิจารณาในการประชุมวันที่ 11 เม.ย.นี้แล้ว รวมถึงอาจจะมีมาตรการเยียวและชดเชยให้ผู้ประกอบการออกไปจนถึงสิ้นเดือน พ.ค.ด้วย

นอกจากกระทรวงคมนาคม จะให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวก และความปลอดภัย ในการเดินทางของประชาชน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้ว ยังได้วางแนวทางการขับเคลื่อน กระทรวงคมนาคมสู่ “ระบบราชการยุคดิจิทัล”  โดยเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ให้กรมการขนส่งทางบก บูรณาการร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เชื่อมโยงข้อมูลประวัติอาชญากรรม  แบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรอง  ผู้ขับรถสาธารณะ ลดขั้นตอน การตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ของผู้ที่ขอรับหรือต่ออายุ ใบอนุญาตขับรถสาธารณะและใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถ ให้ประชาชนได้รับการบริการที่รวดเร็ว

พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ด้านการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้บูรณาการข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก นำข้อมูลสถานตรวจสภาพรถเอกชน (หรือ ตรอ.) ทั่วประเทศ มาใส่ไว้ในแอปพลิเคชัน Police Care เพื่อให้ประชาชนติดต่อนำรถเข้าตรวจสภาพก่อนเดินทางในช่วงเทศกาล  รวมทั้ง ข้อมูลแนะนำเส้นทางจราจร คำแนะนำการขับขี่ปลอดภัย ข้อมูลจุดบริการทางหลวง และช่องทางการลงทะเบียนร่วมโครงการฝากบ้านกับตำรวจ บริการตรวจสอบข้อมูลสถานีตำรวจที่รับผิดชอบ  เพื่อตรวจสอบว่าที่เกิดเหตุอยู่ในพื้นที่สถานีตำรวจใด พร้อมข้อมูลเบอร์โทรศัพท์เพื่อแจ้งเหตุได้ทันที  เป็นการช่วยดูแลพี่น้องประชาชนในเดินทางกลับภูมิลำเนา

พร้อมทั้งได้จัดกำลังตำรวจทั่วประเทศช่วยดูแลการจราจรและความปลอดภัยของประชาชนตลอดช่วงเทศกาล นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เตรียมพร้อมในการประสานข้อมูลประวัติอาชญากรรมระหว่างสองหน่วยงานผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้นายทะเบียนประกอบการพิจารณาการออกหรือต่อใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถ 

โดยประชาชนสามารถยื่นคำร้องขอตรวจสอบประวัติและจองคิวเพื่อพิมพ์ลายนิ้วมือ ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำหรับผู้ขอทำใบอนุญาตครั้งแรก และสำหรับผู้ขอต่ออายุอายุใบอนุญาตสามารถยื่นคำร้องขอตรวจสอบประวัติโดยไม่ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ  ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเช่นกัน  โดยใช้ข้อมูล ชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เนื่องจากเคยเก็บประวัติลายนิ้วมือมาก่อนแล้ว

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะส่งผลการตรวจ  ไปยังกรมการขนส่งทางบกโดยตรง  อันเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ลดขั้นตอนการติดต่อราชการ ซึ่งระบบนี้คาดว่าจะเริ่มงานได้ภายใน 90 วัน  หลังจากที่ทั้งสองหน่วยงานลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันแล้ว 

นายสรพงศ์ กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก ได้รับข้อสั่งการและดำเนินมาตรการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ช่วงก่อนเทศกาลได้จัดเจ้าหน้าที่ตรวจความพร้อม รถโดยสาร ณ สถานประกอบการตามแบบ Checklist เช่น ตัวรถต้องมีความสมบูรณ์มั่นคงแข็งแรงทั้งภายในและภายนอก มีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยครบถ้วน (ถังดับเพลิง ค้อนทุบกระจก ฯลฯ) ผู้ขับรถมีใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้อง ตรวจความพร้อมด้านร่างกาย และการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ ช่วงระหว่างเทศกาล ตรวจเข้มความพร้อมของรถโดยสารและพนักงานขับรถแบบ 100%

ตาม Checklist ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารและจุดจอดรถจำนวน 176 แห่ง จุด Checking Point 26 จังหวัด 28 จุด และจุด Rest Area 13 จังหวัด 15 จุด จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเร็วรถ เฝ้าระวังการใช้ความเร็ว ผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชัน DLT GPS Notice แจ้งเตือนพนักงานขับรถเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ กำชับผู้ประกอบการและ TSM ให้บริหารจัดการขนส่งให้มีความปลอดภัย และรายงานการตรวจความพร้อมของตัวรถและพนักงานขับรถก่อนออกเดินทางผ่านระบบ “เช็กชัวร์ ready to go”

นอกจากนี้ ขบ. ยังได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม ถึง 15 เมษายน 2569 บริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฟรี 20 รายการ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง และบูรณาการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ตั้งจุดบริการ “อาชีวะ – ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน” อำนวยความสะดวกร่วม 150 จุด บริเวณถนนสายหลักและสายรอง ให้บริการตรวจเช็กสภาพรถเบื้องต้น

ช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินตลอดช่วงเทศกาล ทั้งนี้ การดำเนินการในทุกมาตรการ จะเป็นไปด้วยความเข้มข้น รอบคอบ โดยยึดหลักสำคัญ คือ รถพร้อม คนขับพร้อม และการบริการพร้อม เพื่อร่วมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะเป็นไปด้วยความสะดวกและปลอดภัย ในส่วนของความร่วมมือการประสานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนของประวัติอาชญากรรมของผู้ขอรับหรือขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะและใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถ ระหว่าง กรมการขนส่งทางบก กับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในครั้งนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ที่ขอรับหรือขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะและใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถจากเดิมต้องมาที่กรมการขนส่งทางบกเพื่อขอทำใบอนุญาตขับรถสาธารณะแล้วจึงส่งตัวบุคคลไปตรวจสอบประวัติอาชญากรรมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งต้องใช้หนังสือนำส่งและต้องใช้เวลาในการเดินทางไปตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เปลี่ยนเป็นตรวจสอบผ่านระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง โดยไม่ต้องมีหนังสือนำส่งจากกรมการขนส่งทางบก

ทั้งในกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถสาธารณะ (ขอใหม่) ที่ต้องตรวจสอบประวัติเพื่อพิมพ์ลายนิ้วมือ และกรณีผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ที่ต้องตรวจสอบประวัติโดยไม่ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ เมื่อผลการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมถูกส่งให้กรมการขนส่งทางบก ประชาชนสามารถมายื่นคำขอรับหรือต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะหรือใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถ ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย อบรมออนไลน์ ทดสอบข้อเขียน ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ แล้วเสร็จภายใน 1 วัน ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน ลดภาระของประชาชน และสร้างความโปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าสู่อาชีพขับรถสาธารณะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานดังกล่าวยังมีการจัดบูธกิจกรรมต่างๆ เช่น จุดบริการ “อาชีวะ – ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน และตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย รวมถึงมีการจัดนิทรรศการประชาสัมพันธ์ภาพรวมนโยบายและมาตรการความปลอดภัยของกรมการขนส่งทางบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด