GGC ลุ้น ผลงานQ2/69 โตขึ้นจากQ1/69 รับยอดขาย B100 เพิ่ม

Loading

GGC คาด ไตรมาส2/69 ยอดขาย B100 โตขึ้นจากไตรมาส 1/69 รับแรงหนุนนโยบายรัฐเพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 สู่ B7 ช่วง 14 มี.ค.-13 มิ.ย.2569 พร้อมรักษาอัตราการผลิตระดับ 80-90% ขณะที่ธุรกิจแฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) ราคายังอยู่ในระดับสูง ยอดขายระยะสั้นยังโต ชี้ยังต้องจับตาความไม่แน่นอนจากนโยบายรัฐหนุนใช้รถ EV   

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิสราเอล กับอิหร่าน ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 เป็นต้นมา บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC แกนนำธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Flagship) ของกลุ่มบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) เป็นผู้บุกเบิกและผู้ผลิตรายใหญ่ในด้านโอลีโอเคมีคอลในประเทศไทย ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ไบโอดีเซล (Methyl Ester), แฟตตี้แอลกอฮอล์ และกลีเซอรีนบริสุทธิ์ ได้ปรับตัวเพื่อรับมือต่อสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวใน 3 ด้าน ดังนี้

1.Supply Chain & National Energy Security : เหตุความขัดแย้งดังกล่าวทำให้ราคาวัตถุดิบผันผวน ซึ่งช่วงนั้นน้ำมันปาล์มดิบผลผลิตยังออกสู่ตลาดไม่มากนัก และเมื่อมีความต้องการใช้ไบโอดีเซล(B100) เพิ่มขึ้น ก็พบว่า เมทานอล(Methanol) สารตั้งต้นหลักในกระบวนการผลิตไบโอดีเซล B100 ขาดแคลน เนื่องจากส่วนใหญ่นำเข้าเมทานอลจากตะวันออกกลาง แต่ GGC ได้บริหารจัดการความเสี่ยง โดยมีการนำเข้าจากแหล่งอื่นแทน จึงทำให้สามารถผลิตB100 สนองต่อนโยบายรัฐที่ปรับเพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซล(B100)ในน้ำมันดีเซล(B5) เป็นดีเซล(B7) ตั้งแต่ 14 มี.ค.- 13 มิ.ย.2569 ได้ ซึ่งก็ช่วงให้ประเทศไทย นำการลดเข้าน้ำมันดิบในช่วงดังกล่าวลงได้

2.Market & Logistics : พบว่า อัตราค่าขนส่งปรับเพิ่มขึ้นมากจากเหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว GGC จึงได้ปรับตัวโดยหันมามุ่งเน้นตลาดระดับภูมิภาคในเอเชีย ด้วยความร่วมมือด้านโลจีสติกส์ เพื่อรักษายอดขาย

3.Financial & Operational Risk Management : เหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ทำให้ค่าเงินผันผวน และค่าประกันภัยปรับสูงขึ้น GGC ได้บริหารจัดการความเสี่ยง โดยมีกระแสเงินสดเพียงพอ ซึ่ง ณ วันที่ 31 มี.ค.2569 มีกระแสเงินสด อยู่ที่ 1,347 ล้านบาท พร้อมบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ และราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม อีกทั้งเรื่องค่าเงินได้จัดทำ Forward Contracts และHedge against ที่เหมาะสม

ส่งผลให้ผลการดำเนินงานช่วงไตรมาส 1 ปี2569 ของ GGC มีกำไรสุทธิ 96 ล้านบาท (0.09 บาท/หุ้น) พลิกจากขาดทุน 206 ล้านบาทในปีก่อน รายได้จากการขายอยู่ที่ 5,489 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 189 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% ดันอัตรากำไร EBITDA ขยับเป็น 3.4% ด้าน Adjusted EBITDA อยู่ที่ 169 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก โดยมีปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้ไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้น และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGCมองว่า แนวโน้มสถานการณ์ตลาดและธุรกิจในไตรมาส2 ปี2569 ตลาดน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของกลุ่มธุรกิจเมทิลเอสเทอร์ (ME) หรือ B100 ความต้องการใช้จะเพิ่มขึ้น ผ่านปัจจัยสนับสนุนจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น และสนับสนุนให้ความต้องการใช้ CPO เพื่อผลิตไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันสถานการณ์ก็ยังมีความผันผวน รวมถึงอินโดนีเซีย ที่เลื่อนนโยบายเปิดตัว B50 ไปจนถึงเดือน ก.ค. 2569 จะส่งผลบวกต่อราคา CPO เนื่องจากอุปทานการส่งออกทั่วโลกลดลง ตลอดจนช่วงไตรมาส 2 นี้ เป็นช่วงที่ผลผลิตปาล์มจะออกสู่ตลาดจำนวนมากซึ่งจะสนับสนุนกำลังการผลิต CPO เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้ CPO ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น จะผลักดันให้ราคาCPO ของไทยปรับขึ้นไปด้วยเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ที่ผ่านมา รวมถึงนโยบายรัฐบาลที่ปรับเพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซล(B100)ในน้ำมันดีเซล(B5) เป็นดีเซล(B7) จะสนับสนุนให้ความต้องการใช้ และราคาเพิ่มขึ้น ในช่วง เม.ย.- มิ.ย.นี้ ดังนั้น ความต้องการใช้ B100 ในไตรมาส 2 จะปรับตัวดีขึ้นจากนโยบายสนับสนุน B7 ส่วน B20 เป็นการใช้เฉพาะกลุ่มรถบรรทุก จึงมีส่วนสนับสนุนความต้องการใช้ B100 ไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ปริมาณการใช้ B100 ในประเทศปรับเพิ่มขึ้น 30% จากนโยบายสนับสนุนดีเซล (B7) และบริษัท มีอัตราการเดินเครื่องการผลิตเพิ่มขึ้นที่ระดับ 80-90% และคาดว่าในไตรมาส 2 จะรักษาอัตราการเดินเครื่องการผลิตที่ระดับดังกล่าว

ส่วนธุรกิจเอทานอล ในไตรมาสที่ 2 คาดว่าความต้องการใช้จะเพิ่มขึ้นและอ่อนตัวลงได้ แม้ว่ารัฐจะสนับสนุน E20 แต่ยังต้องติดตามนโยบายอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายนำรถเก่าแลกรถใหม่ ว่าจะส่งเสริมให้การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(EV) เพิ่มขึ้น หรือ ประชาชนยังคงให้รถสันดาปต่อไป

ส่วนตลาดน้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบ (CPKO)  ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก (feedstock) ของธุรกิจแฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) ในส่วนของราคา CPKO ยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ความต้องการใช้แฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) ในระยะสั้นยังเพิ่มขึ้น และอ่อนตัวลงในระยะกลาง โดยยังไม่รับแรงกดดันจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ธุรกิจFA ยังเป็นพระเอกที่ขับเคลื่อนผลการดำเนินงานของบริษัท โดยมีอัตราการเดินเครื่องการผลิตที่ราว 116% เนื่องจากลูกค้ามีความต้องการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มเพื่อสต็อกสินค้าในช่วงสงครามขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่ในไตรมาส 2 อาจลดลงบ้างจากแผนหยุดซ่อมบำรุง

ด้านตลาดกลุ่มธุรกิจกลีเซอรีน (RGL) คาดว่าความต้องการใช้จะชะลอลง จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ว่าจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ตามการผลิต B100 ที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ในอนาคตประเทศไทย มีโอกาสปรับเพิ่มส่วนผสมB100 ไปสู่ดีเซล B50 เหมือนอินโดนีเซียหรือไม่นั้น หากดูจากปริมาณผลผลิตปาล์มของไทย อยู่ที่กว่า 3 ล้านตันต่อปี ซึ่งแบ่งการใช้ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเพื่อการบริโภค ส่วนที่สองนำมาเป็นเชื้อเพลิงภาคพลังงาน และส่วนที่สามส่งออก โดยหากเพิ่มไปสู่ B20 ก็ทำได้ด้วยการเพิ่มการผสม B100 ก็รองรับได้ทันที แต่หากขยับสู่ B40 และ B50 รัฐต้องเข้ามาสนับสนุนทั้ง Value Chain เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน กระจายรายได้สู่เกษตรกร ให้ได้รับผลประโยชน์ทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ที่ผ่านมา GGC มองเห็นโอกาสในวิกฤติด้านพลังงาน โดยเสนอแนะให้ ประเทศไทย หันกลับมาพิจารณาส่งเสริมการใช้ “น้ำมันบนดิน” หรือ การใช้ไบโอดีเซล และเอทานอล เข้ามาเป็นส่วนผสมในน้ำมันดีเซลและเบนซินเพิ่มขึ้น

โดยหากไทย ปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล (B100) ในน้ำมันดีเซล จากปัจจุบัน รัฐบาลกำหนดสัดส่วนการผสม B100 ที่ 5% (ดีเซล B5) ควรปรับเพิ่มขึ้นเป็น 10 -20 % (ดีเซล B10 และ ดีเซล B20) จะสามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดีเซล ลงได้ 10-20% จะช่วยประหยัดเม็ดเงินให้ประเทศได้กว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยกู้วิกฤติราคาน้ำมันแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้

ขณะเดียวกันในส่วนของน้ำมันเบนซิน ประเทศไทยก็มีกำลังการผลิตเอทานอล ที่สามารถนำมาผสมในน้ำมันเบนซินได้ ซึ่งหากรัฐบาลส่งเสริมการใช้น้ำมัน แก๊สโซฮอล์ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ก็จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้เช่นกัน