“ภัทรพงศ์” เร่งสบพ.ผลิตบุคลากรการบินยุคใหม่ รับดีมานด์ท่องเที่ยว – โลจิสติกส์

Loading

ภัทรพงศ์” เร่งสบพ.ผลิตบุคลากรการบินยุคใหม่ รับดีมานด์ท่องเที่ยว – โลจิสติกส์ ดันสู่ศูนย์กลางการฝึกอบรมด้านการบินระดับโลก พร้อมเร่งพัฒนาหลักสูตรซีเพลน ขณะที่ บพ.เดินหน้าสร้างศูนย์ฝึกหัวหินเฟส 2

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานแก่สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) ว่า รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมมุ่งมั่นผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) และศูนย์กลางการฝึกอบรมด้านการบินระดับโลก (World-Class Infrastructure)  ซึ่งในส่วนของสบพ. ถือเป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและขับเคลื่อน ด้านการบินของประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ และการท่องเที่ยวซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นระบบ จึงได้มอบนโยบายสำคัญ 6 ด้าน ดังนี้

1. การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่มาตรฐานสากล (World-Class Infrastructure) เร่งพัฒนาศูนย์ฝึกการบินหัวหิน จัดหาเครื่องบินฝึก เครื่องฝึกบินจำลอง และห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย ได้มาตรฐานสากล พร้อมเน้นการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเชื่อมโยงการศึกษา การฝึกงาน และการจ้างงานอย่างเป็นระบบ พร้อมตั้งเป้าพึ่งพาตนเองด้านงบประมาณผ่านการสร้างรายได้จากการเป็นศูนย์ฝึกระดับโลก

2. การ เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ให้เป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและ ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย พร้อมวางกรอบงบประมาณปี 2570 ให้สอดคล้องกับความจำเป็นและความคุ้มค่าของ โดยเฉพาะโครงการสำคัญ เช่น โครงการก่อสร้างศูนย์ฝึกการบินหัวหิน การจัดหาเครื่องฝึกบินจำลอง รวมถึง การปรับปรุงห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อยกระดับการฝึกอบรมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

3. พัฒนา “คน สบพ.” ให้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มุ่งเน้นการเพิ่มพูนทักษะบุคลากรภายในองค์กรให้เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูง เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในการผลิตนักศึกษาการบิน ควบคู่ไปกับการปรับปรุงระบบสวัสดิการและสร้างแรงจูงใจในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

4. ผลิตบุคลากรตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่  ทั้งนักบิน ช่างอากาศยาน และผู้ควบคุมจราจรทางอากาศ บุคลากรด้านความปลอดภัยการบิน และผู้ควบคุมอากาศยานไร้คนขับ ให้เพียงพอต่อความต้องการ พร้อมควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตร Reskill/Upskill รองรับเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่ อาทิ Seaplane ,Drone, eVTOL, Aviation Cybersecurity และ Airport Digital Management เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

5. เสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานด้านการบินทั่วโลก ทั้งการจัดประชุม การฝึกอบรม และการสนับสนุนทุนการศึกษา พร้อมผลักดันมาตรฐานการฝึกอบรมตามเกณฑ์ของ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางฝึกอบรมด้านการบินของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

6. มุ่งสู่องค์กรการบินสีเขียว นำเทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาดมาใช้เต็มรูปแบบ อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในองค์กร ระบบโซลาร์เซลล์ และการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

“การพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของประเทศไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางด้านการบินของถูมิภาคอย่างแท้จริง”นายภัทรพงศ์ กล่าว

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตนได้เป้าหมายสำคัญให้กับสบพ.คือการหารายได้เพิ่ม รวมถึงความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆมากขึ้น โดยเฉพาะสถาบันการศึกษา ที่สำคัญได้มอบหมายให้ สพบ.พัฒนาหลักสูตร Seaplane เพราะเห็นว่าจะเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ และช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวได้

ด้าน นางสาววราภรณ์ เต็มแก้ว รองผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน รักษาการแทนผู้ว่าการ สบพ. กล่าวว่า สบพ.พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการฝึกอบรม โดยจะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ห้องปฏิบัติการ และสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรการบินทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงผู้เรียนสู่โอกาสด้านทุนการศึกษา การฝึกงาน และการมีงานทำในอุตสาหกรรมการบินอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาววราภรณ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของหลักสูตรอากาศยานทางทะเล (Seaplane) นั้น สบพ. อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางและรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำร่างหลักสูตรนักบิน Seaplane รวมถึงการจัดหาครูการบิน ผู้ฝึกสอน จัดหาอากาศยานฝึกบินและการบำรุงรักษา ตลอดจนการพัฒนาสนามบินน้ำ (Water Aerodrome) หรือ ที่ขึ้น-ลงชั่วคราวทางน้ำ สำหรับการฝึกบิน อีกทั้งศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และประสานหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ เช่น กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นต้น คาดว่าจะแล้วเสร็จเร็วๆ จากนั้นจึงจะเริ่มดำเนินการจัดการเรียนการสอนต่อไป

ต่อข้อถึงสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสบพ.หรือไม่ นางวราภรณ์ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์เบื้องต้นยังไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานมากนัก แม้ว่าต้นทุนพลังงานน้ำมันมีราคาเพิ่มสูงขึ้นแต่ก็ยังสามารถบริหารจัดการและดำเนินการกิจการได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด

รายงานข่าวจาก สบพ. แจ้งว่า สบพ.ได้เสนอขอรับการจัดสรรเงินงบประมาณประจำ ปีงบประมาณ 2570  ในโครงการสำคัญ ได้แก่ 1.โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์ฝึกการบินหัวหิน และสิ่งก่อสร้างประกอบพร้อมครุภัณฑ์สถาบันการบินพลเรือน (ระยะที่ 2 ต่อเนื่อง) งบประมาณผูกพันปี 2570 – 2572 วงเงินรวมทั้งสิ้น 453.42 ล้านบาท แบ่งออกเป็น เงินงบประมาณแผ่นดิน จำนวน 423,761,200 บาท และเงินรายได้ จำนวน 29,663,500 บาท เพื่อพัฒนาศูนย์ฝึกการบินหัวหินให้ทันสมัย ในส่วนของอาคารหอพักศิษย์การบินและอาคารหอพักบุคลากร เพื่อทดแทนอาคารเดิมที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 60 ปี

2.โครงการจัดหาอากาศยานและเครื่องฝึกบินจำลอง ปีงบประมาณ 2570 – 2573 วงเงินรวมทั้งสิ้น 728.36 ล้านบาท เพื่อจัดหาอากาศยานและเครื่องฝึกบินจำลอง เพื่อใช้สำหรับฝึกศิษย์การบิน ดังนี้ ปีงบประมาณ 2570 จัดหาเครื่องบินเครื่องยนต์เดียว แบบ DA40 NG จำ นวน 4 ลำและเครื่องฝึกบินจำ ลองเครื่องยนต์เดียว แบบ DA40-XLT จำ นวน 2 เครื่องวงเงินรวมทั้งสิ้น 175.47 ล้านบาท,ปีงบประมาณ 2571 จัดหาเครื่องฝึกบินจำ ลองเครื่องยนต์เดียว แบบ DA40 NG จำ นวน 2 เครื่อง และเครื่องฝึกบินจำ ลองเฮลิคอปเตอร์ R44 จำ นวน 1 เครื่องวงเงินรวมทั้งสิ้น 79.24 ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2572 จัดหาเครื่องบินสองเครื่องยนต์ แบบ DA42 NG จำ นวน 2 ลำ วงเงินรวมทั้งสิ้น 124.77 ล้านบาท,ปีงบประมาณ 2573 จัดหาเครื่องบินเครื่องยนต์เดียว แบบ C172 จำ นวน 3 ลำ เครื่องบินเครื่องยนต์เดียว แบบ DA40 NG จำ นวน 4 ลำ และเครื่องฝึกบินจำลองสองเครื่องยนต์ แบบ DA42 NG จำนวน 1 เครื่อง วงเงินรวมทั้งสิ้น 282.66 ล้านบาท

3.ห้องฝึกปฏิบัติการควบคุมการจราจรทางอากาศจำลองเขตประชิดสนามบิน/ในพื้นที่ควบคุม(Approach /Area Control Simulator) วงเงิน 23.36 ล้านบาท และ 4.โรงฝึกปฏิบัติการซ่อมบำรุงอากาศยานนายช่างภาคพื้นดิน(Aircraft Maintenance Engineer License Practice Workshop) วงเงิน 38.46 ล้านบาท