IRPC ชี้ Q2/69 ธุรกิจปิโตรเคมียังเผชิญความผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

Loading

IRPC ชี้ไตรมาส2/69 ธุรกิจปิโตรเคมียังเผชิญความผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นนอนในการขนส่งวัตถุดิบขณะที่ ผลการดำเนินงาน ไตรมาส1/69 มีกำไรสุทธิ 7,889 ล้านบาท หลังสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบพุ่ง ส่งผลให้มีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 9,843 ล้านบาท ลั่นมุ่งรักษาเสถียรภาพการดำเนินงาน สร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบและวินัยทางการเงิน ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก

นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ คาดว่าตลาดน้ำมันดิบและปิโตรเคมียังคงเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดด้านอุปทาน โดยราคาน้ำมันดิบดูไบมีแนวโน้มเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงประมาณ 98 – 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากผลกระทบด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การขนส่งกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จะช่วยให้อุปทานทยอยฟื้นตัว ขณะที่การเพิ่มกำลังการผลิต ของกลุ่มโอเปคพลัสจะช่วยบรรเทาความตึงตัวของตลาดบางส่วน

ด้านตลาดปิโตรเคมี ยังคงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและความไม่แน่นอนด้านการขนส่ง ส่งผลให้ผู้ผลิตหลายประเทศในภูมิภาคปรับลดกำลังการผลิตเพื่อบริหารความเสี่ยง ขณะที่อุปสงค์มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งยังมีความต้องการต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว

นอกจากนี้ IRPC เตรียมเสนอขายหุ้นกู้อายุ 3 ปี 5 ปี และ 7 ปี แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป โดยบริษัทฯ และหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับ “A-” แนวโน้ม “คงที่” จาก ทริสเรทติ้ง สะท้อนศักยภาพในการดำเนินธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีครบวงจร ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาวในฐานะบริษัทเชิงกลยุทธ์ของกลุ่ม ปตท.

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 67,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และมี Market GIM อยู่ที่ 7,902 ล้านบาท หรือ 13.21 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากไตรมาส 4/2568

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำมันดิบในไตรมาส 1/2569 ได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลก เผชิญภาวะอุปทานตึงตัวอย่างมีนัยสำคัญ ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทำให้เกิดกำไรจากสต็อกน้ำมัน 9,843 ล้านบาท หรือ 16.46 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทฯ มี EBITDA จำนวน 14,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,394 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ บันทึกขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 1,981 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่บันทึกกำไร 258 ล้านบาท ขณะที่บริษัทฯ บันทึกกำไรจากการลงทุน 299 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 64 จากไตรมาสก่อน ส่วนใหญ่เกิดจากกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทร่วมค้า จากปัจจัยที่กล่าวข้างต้น ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 7,889 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่ขาดทุนสุทธิ 574 ล้านบาท

นายเทอดเกียรติ กล่าวว่า แม้ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในไตรมาส 1/2569 ปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่การปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบดูไบ จากระดับเฉลี่ยประมาณ 68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นประมาณ 129 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมีนาคม 2569 ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุน สภาพคล่อง และเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1/2569 ที่ปรับตัวดีขึ้นดังกล่าว เป็นผลจากความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะสั้น และอาจเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ตลาดพลังงานโลกในอนาคต โดยหากราคาน้ำมันดิบ ปรับลดลงหลังสถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลาย บริษัทฯ อาจมีความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) จากต้นทุนน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อผลการดำเนินงาน ขณะเดียวกัน ความผันผวนของอุปสงค์และอุปทานในตลาดพลังงานโลก รวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ยังคงเป็นปัจจัยที่บริษัทฯ ติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความสมดุลระหว่างการสร้างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยง โดยให้ความสำคัญกับผลการดำเนินงานจากธุรกิจหลัก การบริหารต้นทุน การรักษาวินัยทางการเงิน การบริหารสภาพคล่อง และการบริหารความเสี่ยงด้านราคาพลังงานอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความมั่นคงทางธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและตลาดพลังงานที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง