AOT ใช้เวที ACI ยกระดับความร่วมมือสนามบินภูมิภาค เสนอ ICAO ทบทวนมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย

Loading

AOT ใช้เวที ACI ยกระดับความร่วมมือสนามบินภูมิภาค หนุนสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกัน พร้อมเสนอ ICAO ทบทวนมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย ชี้วิกฤตตะวันออกกลางเป็นโอกาสดึงสายการบินใช้ “สุวรรณภูมิ” เป็นฐานเชื่อมโยงยุโรป 

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT กล่าวว่า AOT มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก มีความปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสากล การบริการเป็นเลิศ ทันสมัย และยั่งยืน อีกทั้งมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ

พร้อมพัฒนาท่าอากาศยานของประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในปีนี้ AOT เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ACI APAC & MID RACE 2026 ภายใต้หัวข้อหลัก “Airports as Engines of Shared Prosperity” เป็นการประชุมประจำปีที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและตะวันออกกลาง 

โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากท่าอากาศยานชั้นนำ สายการบิน คณะกรรมการบริหาร ACI รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสีย วิทยากร และผู้เชี่ยวชาญมาร่วมเสวนา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 450-500 คน แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด รวมถึงสำรวจแนวโน้มและเทคโนโลยีล่าสุดที่จะกำหนดอนาคตของท่าอากาศยาน ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการร่วมกำหนดทิศทางและนโยบายสำหรับการบริหารจัดการท่าอากาศยานทั่วโลก ซึ่งทิศทางการบินโลกเน้นการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยง (Connectivity) และการนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่กับบุคลากร 

นางสาวปวีณา กล่าวว่า หนึ่งในข้อสรุปสำคัญจากการประชุมคือการเสนอให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทบทวนมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย โดยสนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ผสมผสานกับการใช้บุคลากร จากเดิมที่กำหนดสัดส่วนจำนวนคนต่อพื้นที่อย่างตายตัว ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้จะช่วยแก้ปัญหาด้านโครงสร้างต้นทุนของสนามบิน และเปิดโอกาสให้มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้จะส่งผลให้สนามบินในภูมิภาคสามารถพัฒนาขีดความสามารถได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการหารือเพื่อปรับปรุงกฎระเบียบของแต่ละสนามบินให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้โดยสารที่เดินทางข้ามประเทศ

พร้อมกันนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารในพื้นที่ดังกล่าวฟื้นตัวกลับมาเพียง 6% นอกจากนี้ยังมีการมีการหยิบยกประเด็นกรณีคำเตือนของ EU เกี่ยวกับน่านฟ้าในตะวันออกกลางซึ่งเกิดการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน โดยจากเดิมที่สื่อสารว่าไม่ควรบินผ่านน่านฟ้า แต่ข้อเท็จจริงคือเพียงไม่ควรลงจอดในบางพื้นที่เท่านั้น ข้อสรุปจากการประชุมจึงต้องการให้มีการทบทวนและสื่อสารข้อมูลให้ชัดเจน เพราะส่งผลกระทบต่อสิทธิการบินและการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินต่างๆ อย่างมาก

ทั้งนี้จากผลกระทบตะวันออกกลาง AOT ต้องมองเป็นโอกาสที่สายการบินทั่วโลกปรับเปลี่ยนเส้นทางบินให้มาใข้ประเทศไทยเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังยุโรป เช่นเดียวกับท่าอากาศยานชางงี ประเทศสิงคโปร์ ที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนที่ผ่านมา โดยการปรับเส้นทางบิน (Re-route) มาเชื่อมต่อที่สิงคโปร์เพื่อไปยุโรป ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินเพิ่มสูงขึ้นอย่างโดดเด่น

นางสาวปวีณา กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือสายการบิน AOT เตรียมเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) ในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่ออนุมัติการขยายระยะเวลาชำระหนี้เป็น 60 วัน เริ่มตั้งแต่รอบเดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป โดยระบุว่าการลดค่าธรรมเนียมการลงจอด (Landing Fee) ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อราคาตั๋วเครื่องบินอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนส่วนนี้คิดเป็นเพียง 0.2% ของค่าตั๋วเครื่องบินเท่านั้น