![]()
“รมว.พลังงาน” เล็งดึงต่างชาติลงทุนคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) กระจายน้ำมันในภูมิภาค หวังเสริมความมั่นคงพลังงานในประเทศ รับมือความเสี่ยงวิกฤตพลังงานโลก ชี้เก็บค่าไฟธุรกิจ Data Center สูงกว่า หวังนำส่วนต่างมาช่วยลดค่าไฟให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมเดิมของไทย
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาในรูปแบบ Round Table หัวข้อ THE BIG ISSUE ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน จัดโดย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางหรือสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตนกลับมองว่าเป็นจังหวะและโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการปรับโครงสร้างพลังงานและกติกาต่างๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ที่ต้องมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง
“แผน PDP ปัจจุบันถูกใช้มาตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งถือว่าล่าช้าและไม่ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง ขอยืนยันว่า แผน PDP ฉบับใหม่ต้องคลอดออกมาโดยเร็ว แม้อาจจะยังไม่สมบูรณ์ ก็ต้องเร่งทำเพื่อเป็นแนวทางหลัก และสามารถปรับปรุงแก้ไขให้มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ได้ในภายหลัง”

ผุด SPR รื้อสูตรราคาหน้าโรงกลั่น
ประเด็นที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ในช่วงวิกฤติที่ผ่านมามีจังหวะที่ประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากปัญหาในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลต่อซัพพลายน้ำมันดิบที่ไทยต้องนำเข้ากว่า 90% ดังนั้น โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งทำคือการสร้าง การสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR)
อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ควรพึ่งพาเพียงการสำรองตามกฎหมายจากภาคเอกชนเท่านั้น แต่รัฐควรมีส่วนร่วมในการสำรองน้ำมันของประเทศเอง โดยอาจดึงผู้ผลิตจากตะวันออกกลางมาใช้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการเก็บสำรองน้ำมันเพื่อกระจายในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงไปพร้อมกัน
“ในตะวันอิกกลางมีน้ำมันเยอะเขาก็กังวลว่าจะไม่สามารถเอาน้ำมันมาขายได้ กระทบเศรษฐกิจในอนาคตและจะทำอาชีพอะไร การเอาน้ำมันมาเก็บในภูมิภาคเราอาจเป็นไปได้ และไทยอาจจะเป็นที่น่าสนใจ เพราะเราเป็นประเทศที่สงบ ยุทธศาสตร์เราดี โดยเขาลงทุนน้ำมันสำรองและเราก็ใช้ได้ จึงต้องพูดคุยและเจรจากันดีๆ”
นอกจากนี้ ยังเตรียมทบทวนกลไกการกำหนดราคาน้ำมันที่อ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ และการใช้กลไกภาษีลาภลอย ในรูปแบบการเก็บประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นในช่วงวิกฤต เพื่อนำมาลดภาระผู้ใช้รถยนต์และสร้างความสมดุลในระบบควบคู่ไปกับการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) ทั้งเอทานอลและไบโอดีเซล เพื่อลดการนำเข้าและอุดหนุนเกษตรกรไทย
ส่วนการปฏิรูปไฟฟ้า “ปลดล็อกโซลาร์เสรี-สมาร์ทกริด”
ในด้านไฟฟ้า พร้อมชูการเดินหน้าสู่ Electrification และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การทำ Grid Modernization หรือการปรับปรุงโครงข่ายสายส่งและระบบจำหน่ายให้เป็น Smart Grid เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะเน้นการลงทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันจะไม่ใช้เงินจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
“แม้คนจะตื่นเต้นกับ พรก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท แต่จริงๆ แล้วไทยกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุลปีละ 7-8 แสนล้านบาทมาต่อเนื่องกว่า 20 ปีแล้ว รัฐบาลมีแนวคิดจะใช้เงินกู้ส่วนหนึ่งมาช่วยสนับสนุนโซลาร์ภาคประชาชน ในรูปแบบของ Cashback หรือเงินอุดหนุน ให้กับประชาชนโดยตรง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแผงโซลาร์และแบตเตอรี่ เน้นย้ำว่าเงินกู้นี้ต้องส่งถึงมือประชาชนโดยตรง ไม่ผ่านมือใคร เพื่อความโปร่งใส”
สำหรับไฮไลต์สำคัญคือการสนับสนุนโซลาร์ภาคประชาชน อย่างเต็มรูปแบบ ได้แก่
1. ลดขั้นตอนการขออนุญาต จากเดิมที่ต้องรอนานกว่า 1 ปี ให้เหลือไม่เกิน 1 เดือน หรืออาจเร็วที่สุดเพียง 7 วัน ผ่านระบบ One Stop Service
2. มาตรการจูงใจทางการเงิน เตรียมหารือกับธนาคารเพื่อทำแพ็กเกจดอกเบี้ยต่ำสำหรับติดตั้งแผงโซลาร์และแบตเตอรี่ (ESS) รวมถึงอาจมีเงินอุดหนุนในรูปแบบ Cashback ถึงมือประชาชนโดยตรง
3. ราคารับซื้อไฟคืน คงราคารับซื้อที่ 2.20 บาทต่อหน่วย และเตรียมขยายโควตาการรับซื้อให้มากขึ้นจากเดิม 90 เมกะวัตต์ เป็น 500 เมกะวัตต์ เมื่อเต็มก็ขยายการรับซื้อครั้งละ 500 เมกะวัตต์
4. Third Party Access ปลดล็อกให้เอกชนสามารถใช้โครงข่ายสายส่งของการไฟฟ้าเพื่อส่งจ่ายไฟฟ้าสะอาดให้กันได้โดยจ่ายค่าผ่านทาง (Wheeling Charge)

จัดระเบียบ Data Center สร้างมูลค่าเพิ่ม-อุ้มค่าไฟ
อย่างไรก็ตาม การลงทุน Data Center ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากร (ที่ดิน ไฟฟ้า น้ำ) เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ มีการกำหนดเงื่อนไขว่า Data Center จะต้องช่วยแบกรับภาระและรับผิดชอบต่อระบบ แนวทางสำคัญคือการให้ Data Center ยอมรับซื้อไฟในราคาที่อาจจะสูงกว่า (Reflect ต้นทุนจริงที่สูงขึ้นจากการนำเข้า LNG) เพื่อนำส่วนต่างนั้นมาช่วยลดค่าไฟให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมเดิมของไทย นอกจากนี้ Data Center จะต้องมีส่วนร่วมในการลงทุนพัฒนา Smart Grid และโครงข่ายไฟฟ้าสะอาดของประเทศด้วย
“กระแสการลงทุน Data Center ที่กำลังเข้ามาในไทย ต้องมีการบริหารจัดการอย่างรัดกุม แม้จะเป็นโอกาสในเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ Data Center ใช้ไฟและน้ำมหาศาล จึงอาจกำหนดเงื่อนไขในการขอรับส่งเสริมการลงทุนและขอใช้ไฟว่า Data Center ต้องรับผิดชอบต่อระบบ เช่น การช่วยลงทุนใน Smart Grid หรือการยอมรับซื้อไฟในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงที่สูงกว่า เพื่อนำส่วนต่างมาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมเดิมของไทย”
นอกจากนี้ เพื่อให้ค่าไฟฟ้าถูกลงอย่างยั่งยืน การเร่งสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศ ทั้งในอ่าวไทย ฝั่งอันดามัน และพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา หากสามารถเพิ่มสัดส่วนก๊าซในประเทศจาก 60% เป็น 100% ได้ จะช่วยลดการพึ่งพา LNG นำเข้าที่มีราคาผันผวนและสูงกว่าก๊าซในประเทศกว่าเท่าตัว ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟถูกลงอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ประเทศไทยมีน้ำเพียงพอแต่ขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมในฤดูกาลที่น้ำเยอะและขาดแคลนในฤดูแล้งเกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างภาคประชาชน ภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมื่อมีการเข้ามาของอุตสาหกรรมยุคใหม่อย่าง Data Center ที่ต้องใช้ทั้งไฟและน้ำมหาศาล หัวใจสำคัญคือการทำให้เกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมมีน้ำใช้อย่างเพียงพอเพื่อเพิ่มผลผลิตและสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
อีกทั้ง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ยังมีข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการที่ดินและที่สาธารณะ ซึ่งปัญหาสำคัญคือเรื่องลำรางหรือที่สาธารณะในพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งการขอแลกเปลี่ยนหรือบริหารจัดการเพื่อปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนมักใช้เวลานานมาก บางกรณีสูงถึง 10 ปี นอกจากนี้ ราคาที่ดินใน EEC ที่สูงมากยังเป็นอุปสรรคต่อการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่
“ปัญหาของประเทศไม่ใช่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร แต่คือรู้แล้วพูดแล้วไม่ทำ ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการทุกเรื่องที่กล่าวมาให้เห็นผลภายในกรอบเวลาไม่เกิน 1 ปี เพื่อสร้างโครงสร้างพลังงานที่มั่นคงและเป็นธรรมต่อประชาชนอย่างแท้จริง”
