“ธพ.” ผนึก ”ผู้ค้าน้ำมัน-ค่ายรถยนต์“ การันตีมาตรฐานดีเซลบี 20 ฝ่าวิกฤตพลังงาน

Loading

“กรมธุรกิจพลังงาน ผนึก ”ผู้ค้าน้ำมัน -ค่ายรถยนต์ 17 แบรนด์“ การันตีมาตรฐานน้ำมันดีเซล บี 20 ผ่านระดับสากล ขณะที่รัฐดูแลส่วนต่างราคาถูกกว่าดีเซล 7 บาทต่อลิตร คาดเพิ่มการใช้บี 100 แตะ 6.9 ล้านลิตรต่อวัน ช่วยลดนำเข้า 72,000 ล้านบาท

สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพน้ำมันของโลก ทำให้ประเทศไทย ต้องเผชิญกับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้น และความเสี่ยงการจัดหาน้ำมันที่ยากขึ้น ประเทศไทยจึงหามาตรการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นให้ส่งผ่านไปยังประชาชนให้น้อยที่สุด

ล่าสุด วันนี้ (20 พ.ค. 2569) กรมธุรกิจพลังงาน พร้อมด้วยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ และบริษัทผู้ค้าน้ำมันผู้จำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ร่วมประกาศความพร้อมและตอกย้ำความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 โดยมุ่งเป้าในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลท่ามกลางวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลก 

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในการจัดหาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง การส่งเสริมการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่สามารถผลิตได้จากพืชผลทางการเกษตรภายในประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลบี 20 ซึ่งมีสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลสูงถึงร้อยละ 20 จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ โดยช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และเนื่องจากไบโอดีเซลเป็นพลังงานเผาไหม้สะอาด การส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลบี 20 จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยลดการปล่อยฝุ่นละออง


รวมถึงฝุ่น PM 2.5 อันเป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่สำคัญประการหนึ่งของประเทศไทย และในปัจจุบัน
กรมธุรกิจพลังงานได้มีการกำกับดูแลคุณภาพของน้ำมันดีเซลบี 20 โดยได้มีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพภาคบังคับซึ่งเป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับจากทั้งอุตสาหกรรมน้ำมันและยานยนต์ และได้มีการตรวจสอบคุณภาพของน้ำมันที่จำหน่ายสู่ผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพของ


น้ำมันดีเซลบี 20 อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายเร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ จึงมีการสนับสนุนในด้านราคาโดยกำหนดให้น้ำมันดีเซลบี 20 มีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลธรรมดาถึงลิตรละ 7 บาท ดังนั้น การใช้น้ำมันดีเซลบี 20 จึงไม่เพียงแต่จะช่วยประเทศชาติในการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ยังเป็นการช่วยลดภาระต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงของประชาชนในช่วงภาวะวิกฤตได้อีกด้วย  

“ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ คือก้าวสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคขนส่งไทย ในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน พร้อมยกระดับมาตรฐานพลังงานไทย
ให้สามารถก้าวข้ามวิกฤตการณ์โลกได้อย่างมั่นคง” นายสราวุธ กล่าว

นายอดิศักดิ์ ชูสุข รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า จากการพยากรณ์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่า ในปี2569 ประเทศไทยจะมีผลผลิตปาล์มน้ำมันรวมประมาณ 21.87 ล้านตันต่อปี คิดเป็นปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ประมาณ 3.94 ล้านตันต่อปี ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศสำหรับภาคบริโภคและภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ประมาณ 1.25 ล้านตันต่อปีสำหรับการส่งออกประมาณ 1.20 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้ยังมีปริมาณน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือที่สามารถนำไปใช้ในภาคพลังงานได้ประมาณ 1.49 ล้านตันต่อปี ทั้งนี้ หากมีการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลบี 20 ในสัดส่วนร้อยละ 10 ของปริมาณ


การใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด จะส่งผลให้มีการใช้น้ำมันปาล์มดิบในภาคพลังงานรวมประมาณ 1.23 ล้านตันต่อปี
ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีผลผลิตปาล์มน้ำมันเพียงพอรองรับการผลิตไบโอดีเซลเพื่อผสมเป็นน้ำมันดีเซลบี 20 

ด้านนางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ระบุว่า สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ และผู้ผลิตรถยนต์ภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ จำนวน 17 แบรนด์ ได้แก่ โตโยต้า (TOYOTA) อีซูซุ (ISUZU) มาสด้า (MAZDA)  มิตซูบิชิ(MITSUBISHI) ฟอร์ด (FORD) นิสสัน (NISSAN) เอ็มจี (MG) ฮีโน่ (HINO) ฮุนได (HYUNDAI) สแกนเนีย (SCANIA) เกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) ยูดี ทรัคส์ (UD TRUCKS) วอลโล่ ทรัคส์ (VOLVO TRUCKS) เอ็ม เอ เอ็น (MAN)  และ เชฟโรเลต(CHEVROLET) ซึ่งรวมจำนวนรถยนต์ทั้งหมด 1,135 รุ่น ยืนยันว่าสามารถรองรับการใช้น้ำมันดีเซลบี 20 ได้โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพของรถ และผู้ใช้รถยังคงได้รับการรับประกันตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด และกลุ่มยานยนต์ยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างเต็มที่เพื่อร่วมแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันของประเทศ รวมถึงเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน

ด้านนายสุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) OR กล่าวว่า กลุ่มผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ภายใต้แบรนด์ใหญ่ของประเทศ ทั้ง 8 แบรนด์ ได้แก่ พีทีที สเตชั่น (PTT) บางจาก (BANGCHAK) พีที (PT)เชลล์ (SHELL) คาลเท็กซ์ (CALTEX) ซัสโก้ (SUSCO) ไซโนเปค ซัสโก้ (SINOPEC SUSCO)และ พี.ซี.สยามปิโตรเลียม (PC Siam Petroleum) ยืนยันว่าภาคเอกชนและกลุ่มผู้ค้าน้ำมันมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ ทั้งด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ การกระจายสินค้า และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน โดยน้ำมันดีเซลบี 20 ทุกลิตรที่จำหน่ายผ่านสถานีบริการได้ผ่านมาตรฐานคุณภาพ ที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนดอย่างเข้มงวด เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ในด้านคุณภาพและประสิทธิภาพสำหรับรถยนต์ที่รองรับ 

พร้อมได้ขยายเครือข่ายสถานีบริการที่จำหน่ายน้ำมันดีเซลบี 20 แล้วกว่า 600 สถานีทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งเส้นทางหลักและเส้นทางเชื่อมต่อสำคัญ เพื่อรองรับการใช้งานของภาคขนส่งและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง และภายในเดือนพฤษภาคมนี้มีเป้าหมายขยายสถานีบริการน้ำมันดีเซลบี 20 เพิ่มเป็นกว่า 1,000 สถานี เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้อย่างสะดวกและมั่นใจมากยิ่งขึ้น

“ในส่วนของปั๊ม พีทีที สเตชั่น คาดว่า ถึงสิ้นปีนี้จะขยายจากจำหน่าย น้ำมันดีเซล บี20 เป็น 800 แห่ง จาก 246 แห่งในปัจจุบัน ขณะที่ความต้องการใช้ บี20 ทั้งประเทศ ล่าสุด อยู่ที่กว่า 2 ล้านลิตรต่อวัน และจากข้อมูลประเมินว่า หากมีการใช้ไบโอดีเซล(บี 100) เพิ่มขึ้นจาก 3 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 6.9 ล้านลิตรต่อวัน จะช่วยประเทศประหยัดเม็ดเงินนำเข้าน้ำมันราว 72,000 ล้านบาท จากราคาน้ำมันดิบประมาณ 80-100 บาทต่อลิตร“ 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบรุ่นรถยนต์ที่รองรับและค้นหาสถานีบริการน้ำมันดีเซลบี 20 ได้ที่เว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงานwww.doeb.go.th