บางจาก หนุน “รัฐ” ส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษกิจไทย

Loading

ย้อนกลับไปเมื่อ 26 ปีก่อน หรือราวปี 2543 ประเทศไทยได้ก่อสร้างโรงงานผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว เกิดขึ้นในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ภายใต้ความร่วมมือของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP กับ กรมอู่ทหารเรือ และนำร่องการผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซลเป็นรายแรกในประเทศไทยในสถานีบริการน้ำมันบางจากเมื่อปี 2547

นอกจากนี้ ยังได้ริเริ่มโครงการรับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้วจากชุมชนและเครือข่าย เพื่อนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลตั้งแต่ปี 2551 จนได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำด้านพลังงานทดแทนของประเทศ และพัฒนามาสู่ผู้บุกเบิกพลังงานแห่งอนาคตด้วยการผลิต Neat SAF ซึ่งให้ความสำคัญกับระบบความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ผ่านการจัดทำโครงการ Fry to Fly  เพื่อรวบรวมน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจากสถานีบริการกว่า 2,200 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งแนวทางการจัดหาวัตถุดิบจากชุมชนเช่นนี้ช่วยเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค และสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงยั่งยืนที่มีความน่าเชื่อถือทางการเงิน

รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการจัดหาวัตถุดิบกับหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรภาคธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมรองรับระบบ Book & Claim ซึ่งเป็นแนวทางที่องค์กรระดับโลกใช้ในการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงสะอาด เพื่อให้ผู้โดยสารและสายการบินสามารถร่วมสนับสนุนการลดคาร์บอนได้โดยตรง ผ่านการอ้างสิทธิ์การใช้ SAF ที่ผลิตขึ้นจริง พร้อมได้รับใบรับรองการลดคาร์บอน ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้อย่างเป็นรูปธรรม

เปิดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โครงการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน(SAF)

ล่าสุด กลุ่มบริษัทบางจาก เริ่มผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เชิงพาณิชย์ครั้งแรกในประเทศไทย จากหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF แบบ Stand Alone แห่งแรกของไทย ภายในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง ดำเนินการโดยบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด บริษัทในกลุ่มบริษัทบางจาก หลังจากเริ่มทดลองเดินเครื่องหน่วยผลิต เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 นับเป็นก้าวสำคัญสู่ยุคพลังงานแห่งอนาคต

สำหรับหน่วยผลิต Neat SAF มีกำลังการผลิตเริ่มต้นที่ 1 ล้านลิตรต่อวัน ใช้เทคโนโลยี HEFA (Hydroprocessed Esters and Fatty Acid) แปรรูปกรดไขมันหรือน้ำมันพืช เช่น น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ที่ผ่านการออกแบบและพัฒนาโดยความร่วมมือกับ 2 บริษัทชั้นนำของโลก คือ Desmet จากประเทศเบลเยี่ยม ผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการปรับสภาพวัตถุดิบ (Pretreatment) และ UOP Honeywell จากสหรัฐอเมริกา ผู้นำด้านเทคโนโลยีแปรสภาพไฮโดรโปรเซสซิ่ง (Hydroprocessing) ทำให้กระบวนการผลิตสามารถควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดการวัตถุดิบ การปรับสภาพน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว การเติมไฮโดรเจน การปรับโครงสร้างโมเลกุล ไปจนถึงการกลั่นแยก (Fractionation) เพื่อให้ได้เชื้อเพลิงที่มีคุณภาพเทียบเท่าน้ำมันอากาศยานตามมาตรฐาน ASTM (American Society for Testing and Materials) โดยมีผลิตภัณฑ์หลักคือ Neat SAF และผลิตภัณฑ์ร่วมเช่น Bio-LPG และ Bionaphtha

นอกเหนือจากการก่อสร้างหน่วยผลิต SAF ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero แล้ว กลุ่มบริษัทบางจาก ยังได้สร้างระบบนิเวศด้านน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การรวบรวม การจัดการวัตถุดิบ ไปจนถึงการแปรรูปเป็น SAF และ Renewable Diesel (Hydrogenated Vegetable Oil: HVO) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงดีเซลชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนทั้งความมั่นคงทางพลังงานและความยั่งยืนด้านพลังงาน แม้หลายประเทศยังไม่ได้กำหนดนโยบายสนับสนุนการใช้ SAF อย่างชัดเจน

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เล่าว่า หน่วยผลิต Neat SAF เดินเครื่องการผลิตได้ดีกว่าที่การันตีไว้ เนื่องจากมีการออกแบบที่ และการก่อสร้างโรงงานที่ดี จึงได้โรงงานที่ดี ซึ่งปัจจุบันมีสต็อกเกือบ 30 ล้านลิตร จากการที่มีสัญญากับคู่ค้า และจะเริ่มทยอยส่งออก SAF ให้แก่ผู้ซื้อระดับโลกเป็นครั้งแรกในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ ที่จะส่งออกไปยุโรป ประมาณ 8 ล้านลิตร จากนั้นอีก 2 สัปดาห์ถัดไป จะมีการส่งออกเพิ่มขึ้นอีก 20 ล้านลิตร และจะยังเน้นการส่งออกเป็นหลัก เนื่องจากประเทศไทย ยังไม่มีความต้องการใช้(ดีมานด์) SAF

“หน่วยผลิต Neat SAF จะมีผลิตภัณฑ์ 2 แบบ คือ SAF กับ HVO และยังมีผลพลอยได้เป็น ไบโอแนฟทา (Bio-naphtha) ซึ่งปัจจุบันหลายโรงงานปิโตรเคมีในประเทศขาดแคนวัตถุดิบแนฟทา ก็จะส่งขายให้กับโรงงานปิโตรเคมีในประเทศก่อน เช่น แถวมาบตาพุด โดยจากการผลิต SAF จะมีผลพลอยได้ราว 8% เป็นไบโอแนฟทา ขณะที่การผลิต HVO จะมีผลพลอยได้ราว 1-2% เป็นไบโอแนฟทา”

แผนการตลาดเชื้อเพลิง SAF

หลักๆจะส่งออก ซึ่งหากไปจนถึงสิ้นปี2569 ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายบังคับใช้สายการบินในประเทศและต่างประเทศที่บินเข้ามาในประเทศไทย ต้องผสม SAF เป็นเชื้อเพลิง ทางบางจากฯ ก็จะส่งออกทั้งหมด โดยเบื้องต้นจะส่งให้กับกลุ่มลูกจ้างผลิต ในสัดส่วน 50% และจะเป็นการขายส่งออกในส่วนที่ซื้อวัตถุดิบเข้ามากลั่น ในสัดส่วน 50% โดยความต้องการใช้ของสายการบินในประเทศ เบื้องต้นมองว่า อาจมี 1-2 สายการบินที่ต้องการใช้ในลักษณะของ CSR เนื่องจากปัจจุบัน มีเพียงสหภาพยุโรป (EU) บัที่งคับใช้กฎหมายกำหนดให้สายการบินที่เดินทางออกจากสนามบินใน EU ต้องผสมเชื้อเพลิง SAF ในสัดส่วนอย่างน้อย 2% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 เป็นต้นไป เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอุตสาหกรรมการบิน

การลงทุนและความคุ้มค่าทางธุรกิจ

โครงการผลิตSAF ใช้เงินลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินลงทุนก่อสร้าง 8,500 ล้านบาท และเงินทุนหมุนเวียน 1,500 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของการลงทุน(IRR) อยู่ที่ 15% คาดว่าจะคืนทุนภายใน 6-7 ปี ขณะที่ยอดขายปี2569 ตั้งเป้าอยู่ที่ 9,000 -10,000 ล้านบาท และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 500- 1,000 ล้านบาท

การบริหารจัดการวัตถุดิบ

ปัจจุบันมีการจัดหาวัตถุดิบจากในประเทศราว 35-40% ที่เหลือเป็นการนำเข้าจากจีนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอดีตน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว จะถูกมองในลักษณะของเสีย (Waste) ไม่ได้รับความสนใจมากนักจึงมีการส่งออกนอกประเทศได้อิสระ แต่ปัจจุบันน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วสามารถนำมาเป็นวุตถุดิบได้ จึงอยากฝากถึงภาคนโยบายเรื่องการเก็บน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเพื่อเป็นวัตถุดิบในประเทศ ที่จะเอามาต่อยอด สร้างมูลค้า สร้างงานให้กับคนในประเทศได้ และยังทำให้โลกน่าอยู่ เพราะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สถานการณ์ ต้นทุน-ราคา SAF

ต้นทุนการผลิต SAF ราว 70-75% มาจากวัตถุดิบ อีก 10% เป็นต้นทุนการกลั่น และ 15% เป็นค่าเสื่อมการก่อสร้างโรงงาน ขณะที่ราคา SAF เทียบกับน้ำมันอากาศยาน ปัจจุบันจะแพงกว่า ประมาณ 1 เท่าตัว จากอดีตเคยแพงกว่า  3 เท่าตัว ซึ่งหากราคาน้ำมันอากาศยาน อยู่ที่ 30-35 บาทต่อลิตร น้ำมัน SAF จะอยู่ที่ 55-60 บาทต่อลิตร ซึ่งหากในอนาคตมีความต้องการใช้ SAF เพิ่มมากขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบก็จะถูกลง และ ราคาขาย SAF ก็จะถูกลงได้

แผนรับมือการขาดแคลนวัตถุดิบ

บางจากฯ มองว่า วิธีการง่ายที่สุดคือการผลิตจากพืชน้ำมัน เช่น น้ำมันปาล์มดิบ แต่ก็อาจมีเรื่องของการไม่ยอมรับของ EU ที่ไม่ส่งเสริมการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ฉะนั้นก็ต้องมองการปลูกพืชหมุนเวียนชนิดอื่นๆ เช่น สบู่ดำ ขณะเดียวกัน บางจากฯ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาการเพาะปลูก หยีน้ำ (Pongamia) พืชพลังงานศักยภาพ ด้วยการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อนำไปสู่การผลิต SAF เชิงพาณิชย์

หยีน้ำ (Pongamia) เป็นพืชพลังงานไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงประมาณ 15-25 เมตร เริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ประมาณปีที่ 4 หลังปลูก และให้ผลผลิตเต็มที่โดยทั่วไปในช่วงปีที่ 7-8 โดยเมล็ดหยีน้ำมีปริมาณน้ำมัน เฉลี่ยราว 20-40% ของน้ำหนักเมล็ด มีงานศึกษาหลายแห่งประเมินว่า ภายใต้การจัดการแปลงที่เหมาะสม สามารถให้ผลผลิตเมล็ดหยีน้ำประมาณ 1,300 กก./ไร่/ปี คิดเป็นปริมาณน้ำมัน 380 ลิตรต่อไร่ต่อปี หยีน้ำไม่ใช่พืชอาหาร และสามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น พื้นที่แห้งแล้งหรือดินเค็ม ช่วยลดความเสี่ยง ด้านการแข่งขันกับความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งได้ทดลองในพื้นที่ภาคใต้ จ.กระบี่ ที่มีลักษณะดินเค็ม เบื้องต้นในเวลาศึกษา 3 ปี หากสำเร็จก็จะช่วยแก้ปัญหาดินเค็มให้กับเกษตรกรได้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของไขมันจากบ่อดักไขมัน ที่จะนำมาทำเป็นวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มทางเลือกในอนาคตได้ แต่ยังต้องศึกษาความเหมาะสมต่อไป

“รัฐ” เตรียมส่งเสริม “ดีเซล B20 และแก๊สโซฮอล์ E20” เป็นเชื้อเพลิงหลัก

กลุ่บางจาก พร้อมสนับสนุนนโยบายส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เพราะจะเข้ามาทดแทนการใช้เชื้เพลิงฟอสซิลได้ทันที เนื่องจากมีสภาพเป็นของเหลวใช้แทนกันได้ โดยไม่ต้องไปปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานใดๆ เช่น ในสถานีบริการน้ำมัน(ปั๊ม) หากจะผสมไบโอดีเซล หรือ เอทานอล สัดส่วน 10-20% ลงไป ก็ดำเนินการได้ ไม่กระทบต่อหัวฉีดน้ำมัน และรถยนต์ทั่วโลกกว่า 1,400 คัน ก็เติมเชื้อเพลิงได้โดยไม่ต้องปรับจูนเครื่องยนต์ ทั้งปั๊มน้ำมันทั่วโลก ท่อส่งน้ำมันทั่วโลก และถังเก็บน้ำมันทั่วโลก ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรนนแค่ลดสัดส่วนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นเติมไบโอดีเซลและเอทานอลเพิ่มขึ้นแทน

เสนอรัฐ “โปรโมทไบโอฟิว” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ประเทศไทยมี ในหลวง ร.9 ทรงเป็นผู้ริเริ่มและส่งเสริมการใช้ “ไบโอดีเซล” อย่างจริงจังในประเทศไทย โดยทรงเล็งเห็นถึงวิกฤตพลังงานและทรงต้องการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งจะเห็นว่าตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ-ปลายน้ำ อยู่ในประเทศไทยหมด ทั้งการปลูกพืช ได้ผลผลิต กลั่นเป็นน้ำมันมาใช้ หรือ เป็น ” First generation ” ต่อไปจะมี Second Generation ที่นำเอาส่วนใบ เศษหญ้า หรือเศษฝาก มาทำเป็นน้ำมัน และต่อยอดไปสู่ ไบโอเคมิคอล ไบโอพลาสติด ไบโอฟาร์มา และต่อยอดไบโอคอสเมติค ซึ่งจะเห็นว่าทั้ง Value Chain (ห่วงโซ่คุณค่า) มูลค่า 100% อยู่ในประเทศไทย ฉะนั้น ถ้าจะโปรโมท GDP ไม่ทำเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ (Property) ก็ต้องทำเรื่องของเกษตรกรรมที่เป็นลักษณะต่อยอดได้ยาวสุด

โดยหากจะเปรียบเทียบกับการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า(EV),แบตเตอรี่(ESS) และโซลาร์เซลล์ ทั้งหมดนี้ต้องนำเข้า 100% มูลค่าก็จะตกอยู่กับผู้ผลิต และขาดดุลการค้า แต่ถ้าเป็น Biofuel Value Chain ทั้งหมดอยู่ในประเทศ การเพิ่มมูลค่าทั้งหมดจะอยู่ในประเทศ จะเป็นการตอบโจทย์ทั้งภาพใหญ่ของอุตสาหกรรม การเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจ ฉะนั้นBiofuel เป็นสิ่งที่รัฐควรโปรโมท

ทั้งนี้ แม้ว่าการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) จะมีข้อจำกัดตาม พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ที่กำหนดให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องหยุดการนำเงินไปชดเชยราคาน้ำมันที่มีส่วนผสมจากพืชพลังงาน ทั้งน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์และน้ำมันกลุ่มไบโอดีเซล ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 2569 เป็นต้นไปนั้น เชื่อว่า ภาครัฐจะมีทางออกและแนวทางดำเนินการต่อ เพื่อให้เกิดการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ

อนาคตธุรกิจโรงกลั่น

หากดูจากวิกฤตพบจะเห็นว่า ธุรกิจโรงกลั่นจะตายง่ายๆ เพราะยังหาเชื้อเพลิงอื่นมาทดแทนน้ำมันได้ยาก แต่ในอนาคตความต้องการใช้น้ำมันคงจะค่อยๆลดลง และการหาเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel)เข้ามาทดแทนน่าจะง่ายสุด ซึ่งจะเริ่มเห็นโรงกลั่นเก่า หลายๆโรง เริ่มกลับมาเดินเครื่องการผลิต เพราะสุดท้ายแล้ว เชื้อเพลิงที่เป็นลักษณะของเหลว มีข้อดีมากที่สุด ขนส่งง่าย พลังงานสะสมมาก ใช้ได้หลากหลาย ดังนั้น มองว่า โรงกลั่นฟอสซิล จะยังมีบทบาทต่อไปอีกไม่ต่ำกว่า 50 ปี

โรงกลั่นเริ่มลดกำลังการกลั่นลง

การกลั่นน้ำมันเป็นไปตามดีมานด์และซัพพลาย เมื่อราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นดีมานด์ก็ลดลง จึงไม่จำเป็นต้องกลั่น 100% เพราะไม่มีถังเก็บ ก็เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งจะเห็นว่า ในช่วงวิกฤตพลังงาน ประเทศไทยไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมัน เนื่องจากโรงกลั่นมีการออกแบบไว้ดี มีกำลังกลั่นเกินอุปสงค์ในประเทศ ขณะที่บางประเทศขาดแคลนน้ำมัน เช่น ออสเตรเลียที่กลั่นน้ำมันไม่พอและต้องไปขอซื้อจากจีน ฉะนั้นไทยมีกำลังการกลั่นที่ออกแบบไว้ดีแล้ว ก็ควรมีระบบที่ทำให้โรงกลั่นยืนอยู่ได้ เช่น การผ่อนปรนให้ส่งออกน้ำมันในช่วงที่ดีมานด์ในประเทศลดลง จะได้ช่วยให้ประเทศไม่ประสบปัญหาวิกฤตพลังงานในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเกิดวิกฤตพลังงาน 2 โรงกลั่นของบางจาก มีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 280,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ปัจจุบัน ลดลงเหลือ 250,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่ค่าการกลั่น(GRM) ปัจจุบัน อยู่ในระดับปกติแล้ว กว่า 2 บาทต่อลิตร

แผนรับมือธุรกิจช่วงไตรมาส 2 ปี2569

ธุรกิจโรงกลั่น ในช่วงไตรมาส 2 อาจเผชิญกับปัญหาขาดทุนจากการสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) เพราะมีความหน่วงเรื่องของเวลาในการจัดซื้อน้ำมันล่วงหน้า 2 เดือน โดยเป็นการสั่งซื้อล่วงหน้า 1 เดือน และใช้เวลาขนส่งอีก 1 เดือนเป็นอย่างน้อยกว่าจะมาถึงหน้าท่าก็ใช้เวลา 2 เดือน ซึ่งในช่วง 2 เดือนนี้สถานการณ์ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ เช่น สั่งซื้อน้ำมันรอบเดือน มี.ค.-เม.ย.2569 จะส่งมอบจริงช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.2569 หากมีการจัดซื้อน้ำมันในช่วงที่ราคาสูงมาก ก็จะรับรู้ผลขาดทุนในช่วง มิ.ย.-ก.ค.2569

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้น บางจากมีต้นทุนจัดซื้อน้ำมันดิบเฉลี่ยเกินกว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อรวมกับค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ในช่วงที่ขึ้นไปสูงสุดอยู่ประมาณ 25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยังมีต้นทุนค่าระวางเรือ และค่าประกัยภัยที่สูงขึ้น ก็จะทำให้ราคาน้ำมันดิบที่ส่งมอบจริง เกินกว่า 135 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมด้านสภาพคล่อง ในช่วงที่ราคาน้ำมันแพงจำเป็นที่ต้องใช้เงินในการจัดซื้อน้ำมันเพิ่มขึ้น และทำให้ต้นทุนทางการเงินต่างๆปรับสูงขึ้น ดังนั้น บางจาก ได้ขออนุมัติต่อคณะกรรมการบริษัท(บอร์ด) พิจารณากรอบวงเงินกู้ อีก 40,000 -50,000 ล้านบาท เพื่อนำมาสำรองสภาพคล่องในการจัดซื้อน้ำมันดิบ และยอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็เป็นการบริหารจัดการสภาพคล่องสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อรับกับความผันผวนของราคาพลังงาน