ครม.ไฟเขียวร่างสัญญาแบ่งปันผลผลิตแปลง A-18-01 พื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย

Loading

ครม.เห็นชอบร่างสัญญาแบ่งปันผลผลิตและสัญญาที่เกี่ยวข้องของแปลง A-18-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย (JDA) รับมือสัญญาเดิมสิ้นสุดลงในปี 2572 ชี้สัญญาฉบับใหม่รองรับเทคโนโลยี CCS สอดคล้องกับนโยบายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า วันนี้ (16 มิ.ย.2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอเรื่อง ร่างสัญญาแบ่งปันผลผลิตและสัญญาที่เกี่ยวข้องของแปลง A-18-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย (JDA) ดังนี้

1. ร่างสัญญาจำนวน 4 ฉบับ ได้แก่

1) ร่างสัญญาเพื่อยุติสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18

2) ร่างหนังสือแจ้งการยุติสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติสำหรับสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18

3) ร่างสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01

4) ร่างสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติสำหรับสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01

เพื่อให้ออกเป็นร่างสัญญาสำหรับรองรับการดำเนินงานภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย

2. ให้องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย (องค์กรร่วมฯ) โดยหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์กรร่วมฯ ลงนามในร่างสัญญาทั้ง 4 ฉบับ ในนามขององค์กรร่วมฯ และให้รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์กรร่วมฯ ลงนามเป็นพยาน

3. ให้ใช้ข้อกำหนดการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาตโตตุลาการในสัญญาจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ (1) ร่างสัญญาเพื่อยุติสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18 (2) ร่างสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และ (3) ร่างสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติสำหรับสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558

สำหรับสาระสำคัญของเรื่อง มีดังนี้

1. กระทรวงพลังงานเสนอขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างสัญญาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย รวม 4 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างสัญญาเพื่อยุติสัญญาแบ่งปันผลผลิตและร่างหนังสือแจ้งการยุติสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติของแปลง A-18 เดิม พร้อมทั้งร่างสัญญาแบ่งปันผลผลิตและร่างสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติฉบับใหม่สำหรับแปลง A-18-01 รวมถึงอนุมัติให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์กรร่วมไทย – มาเลเซียเป็นผู้ลงนามในร่างสัญญาทั้งหมด และเห็นชอบให้ใช้ข้อกำหนดการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการตามมาตรฐานสากลและนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 โดยร่างสัญญาและหลักการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ครั้งที่ 152 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2537 และมุ่งแก้ไขความท้าทายในปัจจุบันเนื่องจากแหล่งปิโตรเลียมกำลังเข้าสู่ระยะการผลิตช่วงปลาย (Mature Fields) ซึ่งมีข้อจำกัดด้านธรณีวิทยาที่ซับซ้อน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับสัญญาเดิมจะสิ้นสุดลงในปี 2572 กระทรวงพลังงานจึงเล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการบริหารจัดการระยะเปลี่ยนผ่านผ่านการเริ่มบังคับใช้สัญญาฉบับใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและจูงใจให้เกิดการลงทุนสำรวจและพัฒนาแหล่งใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ป้องกันภาวะขาดช่วงในการผลิตก๊าซธรรมชาติที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานของโรงไฟฟ้าจะนะ ตลอดจนระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ

การดำเนินการตามข้อเสนอข้างต้นจะส่งผลให้เกิดการปรับปรุงเงื่อนไขทางการเงิน (Fiscal Terms) ให้มีความเหมาะสมและจูงใจต่อการลงทุนในสภาวการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้สัญญาฉบับใหม่ยังรองรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย อันเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่ไปกับการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันระหว่างสองประเทศในระยะยาว

2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงอุตสาหกรรมไม่ขัดข้องต่อร่างสัญญาแบ่งปันผลผลิตและสัญญาที่เกี่ยวข้องของแปลง A-18-01 สำหรับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นควรให้ความเห็นชอบร่างสัญญาทั้ง 4 ฉบับ และสำนักงานอัยการสูงสุดไม่มีข้อขัดขัดข้องในการลงนามในร่างสัญญาและร่างหนังสือทั้ง 4 ฉบับ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย และคณะรัฐมนตรีตามที่กฎหมายกำหนดไว้