“เอกนัฏ” สั่งเบรกใช้โครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้า

Loading

“เอกนัฏ” สั่งเบรกใช้โครงสร้างค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) จ่อชงครม. ดึงเงินรายได้-กำไร ของ “กฟผ.” ช่วยชดเชยค่าไฟฟ้าล่วงหน้า ก่อนเร่งรื้อ 3 เรื่องหลัก ยกเลิกสัญญารับซื้อไฟแอดเดอร์,เพิ่มประสิทธิภาพไฟสาธารณะ และบริหารจัดการค่าความพร้อมจ่าย (AP) พร้อมเสนอ กพช.ในเดือนมิ.ย.นี้ แยกประเภทผู้ใช้ไฟกลุ่มใหม่ “ดาต้า เซ็นเตอร์” เป็นประเภทที่ 9 หวังลดต้นทุนค่าไฟฟ้าทั้งระบบ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแนวทางโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า(Progressive rate) หรืออัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได หลังพบว่า โครงสร้างค่าไฟดังกล่าวฯ อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป ที่อาจจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าสูงกว่ากลุ่มผู้ใช้ไฟ 200 หน่วย จึงจะยังไม่มีการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าอัตราก้าวหน้าในช่วงนี้ แต่จะมุ่งไปที่การปรับลดต้นทุนโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งระบบแทน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่อาจมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน หรือผู้อยู่อาศัยที่เป็นครอบครัวใหญ่

โดยจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าใน 3 ส่วนหลัก ดังนี้

1.ยกเลิกการต่อสัญญารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบแอดเดอร์ (Adder) หรือ เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ที่มีมาตั้งแต่อดีต และบางส่วนเป็นการต่อสัญญาอัตโนมัติ ซึ่งมีอัตราค่าไฟฟ้าแพงเกินจริงและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนปรับลดลงมากแล้ว โดยขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทบทวนสัญญาเหล่านี้ ที่มีลักษณะเป็นสัญญาทาส ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ทำด้วยความชอบธรรมและเป็นเหตุเป็นผล แม้จะเสี่ยงเรื่องการถูกฟ้องร้องจากภาคเอกชนก็ตาม และในเบื้องต้นได้ปรึกษาข้อกฎหมายกับทางสำนักงานอัยการแล้ว อย่างไรก็ตามหากผู้ประกอบการยอมเจรจาลดราคาลงก็อาจจะพิจารณารับซื้อต่อ แต่หากไม่ยอมถอยก็จำเป็นต้องยกเลิกการต่อสัญญาอัตโนมัติเหล่านั้น เนื่องจากปัจจุบันราคารับซื้อไฟฟ้าใหม่ (Feed-in Tariff) มีราคาต่ำกว่ามาก

2. บริหารจัดการความสูญเสียในระบบต่างๆ เช่น ไฟถนน และไฟสาธารณะต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนต้องแบกรับภาระส่วนนี้รวมอยู่ในค่าไฟฟ้าประมาณ 10-20 สตางค์ต่อหน่วย ดังนั้น หากไฟเหล่านี้มีการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการ เช่น เปลี่ยนไปใช้หลอด LED ที่ช่วยให้ประหยัด ก็จะลดความสูญเสียและลดภาระค่าไฟลงได้

3.บริหารจัดการค่าพร้อมจ่าย (Availability Payments: AP) ที่เกิดจากการคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงเกินไปในอดีต ทำให้ต้องจ่ายเงินจ้างเอกชนเตรียมพร้อมผลิตไฟทั้งที่ไม่ได้มีการนำไฟฟ้ามาใช้จริง ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่องประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า

นอกจากนี้ เตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในเดือน มิ.ย. 2569 นี้ เพื่อกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่เป็นประเภทที่ 9 สำหรับกลุ่ม Data Center โดยเฉพาะ จากเดิมที่มีเพียงประเภทบ้านอยู่อาศัย ผู้ประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม เหนือจาก Data Center เป็นกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าสูงมาก ดังนั้น ต้องรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการนำเข้า LNG เพื่อผลิตไฟฟ้าเพิ่ม รวมถึงต้องร่วมรับผิดชอบภาระค่าพร้อมจ่าย(AP) ที่มีอยู่ในระบบเดิมด้วย เพื่อไม่ให้ภาระเหล่านี้ตกอยู่กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ซึ่งหากจัดการโครงสร้างค่าไฟฟ้าใน 3 ส่วนนี้ได้จะทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมสำหรับภาคประชาชนถูกลงได้

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ต้องดำเนินการใน 3 เรื่องดังกล่าว ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะเกิดผลให้ทางปฏิบัติ ดังนั้น ระหว่างนี้กระทรวงพลังงาน ได้หารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเตรียมนำเงินรายได้หรือกำไรจากการดำเนินงานของ กฟผ. เข้ามาช่วยชดเชยค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนค่าโครงสร้างค่าไฟฟ้าเดิมไปก่อน แต่การจะนำเงินในส่วนนี้ของกฟผ.ออกมาใช้ได้นั้น ยังจำเป็นต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และต้องไม่กระทบต่อแผนการลงทุนหลักของกฟผ.

“ตอนนี้ โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ยังไม่มีผลบังคับใช้ และเบรกไปก่อน เพื่อศึกษาผลดีผลเสียให้ชัดเจนก่อน และถ้าเราทำ 3 เรื่องนั้นได้ ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้อัตราแบบขั้นบันได โดยระหว่างที่เร่งดำเนินการใน 3 เรื่องนี้ ก็จะขอให้ ครม.ออกมติเพื่อนำเงินรายได้หรือกำไรของ กฟผ.เข้ามาลดค่าไฟให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าไปก่อน”  

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานจะเร่งดำเนินการโครงการ “โซลาร์ประชาชน 2.0” ขนาด 500 เมกะวัตต์ ภายในเดือนมิ.ย.นี้ เพื่อส่งเสริมให้บ้านเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยจะมีมาตรการสนับสนุนทั้งการลดเงินดาวน์ ลดดอกเบี้ย และการปรับราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินให้จูงใจมากขึ้น

รวมถึง ยังมีเป้าหมายเปิดตลาดเสรีซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) สำหรับพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป