![]()
กลุ่มบ้านปู เดินหน้าโรดแมปลดคาร์บอนผ่านธุรกิจพลังงานในหลากหลายประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารสินทรัพย์จนถึงการพัฒนาคน สู่เป้าหมายลดคาร์บอน 20% ภายในปี 2573
ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) ถือเป็นภารกิจสำคัญของภาคธุรกิจทั่วโลก สำหรับบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายระยะยาว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจผ่าน Decarbonization Roadmap ซึ่งมุ่งลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 อย่างน้อย 20% ภายในปี 2573 แนวทางดังกล่าวเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
โดยปี 2568 บ้านปูมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ 2 รวม 8.77 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2e) ลดลง 5.8% ในด้านการผลิตไฟฟ้าก็สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ 38% เทียบกับปีฐาน 2566 สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายในอนาคต แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในธุรกิจ
ผลลัพธ์ดังกล่าวเกิดจากการดำเนินงานที่เชื่อมโยงกันตลอด Decarbonization Roadmap ตั้งแต่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานในปัจจุบัน การลงทุนในธุรกิจและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
เริ่มจากธุรกิจที่มีอยู่ ไม่ต้องรอสร้างธุรกิจใหม่
ด้วยการดำเนินธุรกิจพลังงานใน 9 ประเทศและสินทรัพย์ครอบคลุมพลังงานหลากหลายรูปแบบ บ้านปูเชื่อว่าสิ่งที่ทำได้เร็วที่สุด
คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสินทรัพย์และการดำเนินงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ที่ผ่านมามีการดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง อาทิ โครงการ Biomass Co-firing คือการนำชีวมวลและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในโรงงานไฟฟ้าในประเทศจีน ทำให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 28,157 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ซึ่งโรงไฟฟ้าเจิ้งติ้ง ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนชีวมวลถึง 10% ภายในปี 2569 จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 24,309 tCO2e ต่อปี ในออสเตรเลีย การดักจับก๊าซมีเทนจากการดำเนินงานใต้ดินกลับมาผลิตไฟฟ้า ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 108,853 tCO2e หรือเทียบเท่ากับการงดใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเกือบ 24,000 คันในระยะเวลา 1 ปี
ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม หรือ CHP ได้มีการนำความร้อนจากก๊าซไอเสียของหม้อไอน้ำกลับมาใช้ใหม่รวมถึงการติดตั้งพัดลมประสิทธิภาพสูง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีก 3,383 tCO2e หรือเทียบเท่ากับการงดใช้รถยนต์ส่วนบุคคลระยะยาว 735 คัน เป็นเวลา 1 ปี
นอกจากนี้ บ้านปูยังนำการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจลงทุน เพื่อประเมินต้นทุนคาร์บอนในอนาคตและสนับสนุนให้ทุกการลงทุนสอดคล้องกับเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
จากการลดคาร์บอน สู่การขยายพอร์ตธุรกิจและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ
บ้านปูยังเดินหน้าปรับพอร์ตธุรกิจผ่านการลงทุนในธุรกิจและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะธุรกิจ CCUS (ดักจับและกักเก็บคาร์บอน) ผ่านบริษัท BKV ในสหรัฐฯ ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรเพื่อบรรลุ Net Zero ซึ่ง มี Barnett Zero เป็นโครงการ CCUS เชิงพาณิชย์โครงการแรกที่เริ่มกักเก็บ CO2 ด้วยกำลังการกักเก็บ 183 กิโลตันต่อปี (ktpa) ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทสามารถกักเก็บคาร์บอนได้รวม 138 กิโลตัน
(kt CO2e) และกำลังขยายขีดความสามารถการกักเก็บอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอย่าง Cotton Cove, Eagle Ford และ East Texas เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการกักเก็บคาร์บอนรวมที่ 1.5 ล้านตันต่อปี (Mtpa) ภายในปี 2571
ขณะเดียวกัน บ้านปูยังเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจ BESS (ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่) โดยมีกำลังกักเก็บพลังงานรวม 2,340 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) จาก 10 โครงการใน 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ โดยโครงการ Megamouth ในรัฐเท็กซัส สหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า สนับสนุนการใช้พลังหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ รวมถึงโครงการ Wooreen และ Kerang ในออสเตรเลีย และโครงการ Iwate Tono ในญี่ปุ่น นอกจากนี้ ในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน บ้านปูยังเดินหน้าขยายพอร์ตในหลายประเทศ โดยในประเทศจีน