GC ชู “Holistic Optimization” ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล – AI เสริมแกร่งขบวนการผลิต

Loading

พัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ที่ทันสมัยมากขึ้น ขณะที่การขับเคลื่อนธุรกิจที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล ที่มีโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (Integrated Value Chain) ครอบคลุมทั้งโรงกลั่น (Refinery) โรงอะโรเมติกส์ (Aromatics) โรงโอเลฟินส์ (Olefins)  โรงปิโตรเคมีขั้นกลาง (Intermediates) และโรงโพลิเมอร์ (Polymers) ทำให้สามารถบริหารจัดการวัตถุดิบ การผลิต และตลาดได้อย่างยืดหยุ่น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากหน่วยผลิตหนึ่ง สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอีกหน่วยผลิตหนึ่งได้ต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพ 

นายพรศักดิ์ มงคลตรีรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจเพื่อความเป็นเลิศ GC กล่าวว่า  GC สามารถดำเนินแนวทาง Holistic Optimization ซึ่งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพแบบองค์รวมของ GC ที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การวางแผน การผลิต ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการทำตลาด รวมถึงปรับกระบวนการทำงาน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อาทิเช่น AI, Robot , Cloud Computing, IoT ฯลฯ มาเป็นส่วนสำคัญในการเสริมแกร่งและสร้างคุณค่า ยกระดับผลประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว ที่สำคัญยังช่วยผลักดัน EBITDA ให้ GC เพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์ฯ ภายในปี 2573 และยังช่วยลดรายจ่ายลงกว่า 10% 

สำหรับแนวทาง Holistic Optimization ซึ่งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพแบบองค์รวมของ GC  ประกอบไปด้วย 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบ (Global Feedstock) การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาด (Market-Focused Business Transformation: MFBT) และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain & Operation Optimization)

พร้อมเสริมแกร่งด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ Digital 3 Smarts ได้แก่ Smart Plant, Smart Sales & Marketing และ Smart Work Process

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา GC ได้นำกลยุทธ์ดังกล่าวไปดำเนินการจริงในหลายโครงการสำคัญ ซึ่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน การลดค่าใช้จ่าย และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการดำเนินงาน 

เริ่มด้วย การเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบ (Global Feedstock) โดย GC มุ่งเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบ (Feedstock Flexibility) ด้วยการดำเนินโครงการ Olefins Feedstock Security (OFS) การนำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบ สร้างความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

ตามด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาด ภายใต้แนวคิด Market-Focused Business Transformation (MFBT) โดย GC ปรับบทบาทจากผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์สู่ Total Solution Provider ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ (New Application Product Development: NAPD) แบบครบวงจร ซึ่งทำงานแบบ Co-creation ร่วมกับลูกค้าและพันธมิตรอย่างใกล้ชิดด้วยศักยภาพของ Innovation Solution Center (ISC) ในการวิจัยและพัฒนาแอปพลิเคชันและโซลูชันใหม่ ๆ สู่โอกาสทางธุรกิจ

จากนั้น GC ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล(Supply Chain & Operation Optimization) โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารห่วงโซ่อุปทานตลอดทั้ง Value Chain ในส่วนของกระบวนการผลิต GC ได้พัฒนาโรงงานสู่แนวคิด Smart Plant ผ่านโครงการสำคัญ ได้แก่

หนึ่งในโครงการสำคัญของ Smart Plant คือ Plant-Wide Optimization ซึ่งใช้ AI และแบบจำลองโรงงาน ในการวิเคราะห์และบริหารการผลิตในระดับทั้ง Complex แทนการปรับปรุงแบบแยกหน่วยผลิต ช่วยให้การวางแผนและการผลิตทำงานสอดประสานกันทั้งเครือข่ายโรงงาน ทำให้สามารถปรับการเดินเครื่องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและผลตอบแทนสูงสุดแบบ Real-Time สร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง 

อีกทั้ง GC ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในงานซ่อมบำรุงผ่านการดำเนินงาน Asset Intelligent & Preventive Maintenance โดยใช้ AI และ Machine learning วิเคราะห์ข้อมูลในการตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ คาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้า รวมถึงได้นำ ดวงตาอัจฉริยะ (AI Vision), Drone และ Robotics มาใช้ตรวจสอบอุปกรณ์ในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของพนักงาน ลดระยะเวลาในการตรวจสอบ และเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์สภาพอุปกรณ์ ส่งผลให้สามารถวางแผนซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุง พร้อมยกระดับเสถียรภาพของโรงงาน

GC ยังเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ลดการปลอดปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยได้ต่อยอดสู่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเทคโนโลยี HERO มาใช้ในระดับอุตสาหกรรม ยกระดับการแลกเปลี่ยนความร้อนภายในโรงงานโดยใช้ AI และ Process Simulation ในการวิเคราะห์รูปแบบการเดินเครื่องของโรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

ตลอดจนการ ใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มราคา ต้นทุน และความต้องการของตลาด และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงพาณิชย์ เพื่อการกำหนดราคาขายที่เหมาะสม เพิ่มมูลค่าจากทุกการขาย เรียนรู้พฤติกรรมลูกค้า เพิ่มโอกาสการขยายตลาด และรักษาความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน 

นอกจากนี้ GC ยังเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน เพื่อเพิ่ม People productivity ด้วย Digital และ AI โดยมีการทบทวนปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ Lean และกระชับ ลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน รวมไปถึงนำเครื่องมือ Generative AI ให้เป็นผู้ช่วยดิจิทัลสำหรับพนักงาน ช่วยให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถใช้เวลาสร้างคุณค่าที่สูงกว่าให้กับองค์กร

”ความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มายกระดับการดำเนินงานของ GC ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ความแตกต่าง และนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด “GC StandOut Through INnovation” ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรนำความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์การทำงานจริงมาต่อยอดเป็นแนวทางและโซลูชันใหม่ ๆ ที่ช่วยยกระดับการดำเนินงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง“ นายพรศักดิ์  กล่าว

สำหรับความคืบหน้าแผนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ระหว่าง GC กับ บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC หลังจากได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อศึกษาการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) โดยจะรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยเข้าด้วยกัน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีระดับโลก เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน ลดต้นทุนนั้น คาดว่า จะมีข้อสรุปผลการศึกษาร่วมกันภายในไตรมาส 3 ปีนี้