![]()
“คมนาคม” เร่งเดินหน้าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะแรกหลังคืบหน้า 55% เตรียมเปิดประมูลเฟส 2 ธันวาคม 69 วงเงินลงทุน 3.4 แสนล้าน เชื่อมไทย–ลาว–จีน หนุนการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจภูมิภาค

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย–จีน ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงคมนาคม
ร่วมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามความก้าวหน้า เร่งรัดการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพมหานคร–หนองคาย ทั้งระยะที่ 1 (เฟส 1) และการเตรียมความพร้อมเฟส 2 รวมถึงการเชื่อมโยงระบบรถไฟระหว่างไทย สปป.ลาว และสาธารณรัฐประชาชนจีน ให้เป็นโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ รองรับการเดินทาง การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในอนาคต ณ ห้องประชุมคมนาคม อาคารคมนาคม 2 กระทรวงคมนาคม
สำหรับการประชุมครั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้ให้ความสำคัญกับการติดตามความก้าวหน้าและการแก้ไขอุปสรรคของโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงกรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการค้าชายแดนและการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน


เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานครกับเมืองหลักในภูมิภาค ลดข้อจำกัดด้านระยะทางและระยะเวลา ตลอดจนสนับสนุนการเคลื่อนย้ายประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันยังจะช่วยกระจายการลงทุนออกจากพื้นที่ส่วนกลาง กระตุ้นการพัฒนาเมืองโดยรอบสถานี และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว และบริการในพื้นที่ตามแนวเส้นทาง
ที่ประชุมจึงได้ติดตามความคืบหน้าของโครงการระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร–นครราชสีมา ระยะทาง 250.77 กิโลเมตร มีสถานีจำนวน 6 แห่ง และมีวงเงินลงทุน 179,412.21 ล้านบาท โดยงานโยธาทั้งหมด 14 สัญญา ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ 2 สัญญา อยู่ระหว่างก่อสร้าง 10 สัญญา และอยู่ระหว่างจัดซื้อจัดจ้างอีก 2 สัญญา ส่งผลให้ภาพรวมการก่อสร้างมีความก้าวหน้าร้อยละ 55.27
ในส่วนของงานที่มีความก้าวหน้าใกล้แล้วเสร็จ ได้แก่ งานอุโมงค์มวกเหล็กและลำตะคอง ตามสัญญา 3-2 รวมถึงงานช่วงลำตะคอง–สีคิ้ว และช่วงกุดจิก–โคกกรวด ตามสัญญา 3-4 ขณะที่สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ–ดอนเมือง และสัญญา 4-5 ช่วงบ้านโพ–พระแก้ว อยู่ระหว่างการเร่งรัดขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้สามารถลงนามสัญญาและเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้โดยเร็ว
จากความคืบหน้าดังกล่าว กระทรวงคมนาคมตั้งเป้าหมายเปิดให้บริการช่วงกรุงเทพมหานคร–นครราชสีมาในปี 2573 ซึ่งเมื่อเปิดให้บริการแล้ว เส้นทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานครกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมสนับสนุนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปยังจังหวัดและเมืองสำคัญตามแนวเส้นทาง
นอกจากการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางแล้ว พื้นที่โดยรอบสถานียังมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การบริการ ที่อยู่อาศัย และการท่องเที่ยว อันจะนำไปสู่การสร้างงาน การเพิ่มรายได้ และการดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่พื้นที่ ซึ่งถือเป็นผลเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่สำคัญจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบราง


ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้ติดตามการเตรียมความพร้อมของโครงการระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา–หนองคาย ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร มีสถานีจำนวน 5 แห่ง และมีวงเงินลงทุน 341,351.42 ล้านบาท โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำร่างขอบเขตของงาน หรือ TOR และราคากลางสำหรับงานก่อสร้าง และงานควบคุมงาน ควบคู่ไปกับการดำเนินการด้านการเวนคืนที่ดิน
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมมีแผนประกาศประกวดราคางานโยธาจำนวน 8 สัญญาภายในเดือนธันวาคม 2569 โดยตั้งเป้าหมายเริ่มก่อสร้างในปี 2570 และก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2574 ซึ่งเมื่อโครงการระยะที่ 2 แล้วเสร็จ จะทำให้โครงข่ายรถไฟความเร็วสูงสามารถเชื่อมต่อจากกรุงเทพมหานครไปถึงจังหวัดหนองคายได้อย่างสมบูรณ์
การเชื่อมต่อดังกล่าวไม่เพียงช่วยยกระดับการเดินทางระหว่างภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเพิ่มศักยภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในการเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐประชาชนจีน ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการคมนาคม การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของภูมิภาค
นอกเหนือจากการเร่งรัดงานก่อสร้าง ที่ประชุมยังได้รับทราบแนวทางการดำเนินงานสัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ–ดอนเมือง โดยให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างงานโยธา รวมถึงได้รับทราบรูปแบบสีและลวดลายของขบวนรถไฟที่จัดทำโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะทางวิศวกรรมและพัฒนากระบวนการผลิตในประเทศ
แนวทางดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานอุตสาหกรรมระบบรางของไทย ทั้งในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการผลิต ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในห่วงโซ่อุตสาหกรรมรถไฟภายในประเทศ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้อนุมัติให้แยกงานก่อสร้างสะพานข้ามจุดตัดทางรถไฟในโครงการระยะที่ 1 ออกมาเป็นสัญญาใหม่ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ลดข้อจำกัดด้านขั้นตอน และช่วยให้การก่อสร้างสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเดินหน้ายกระดับโครงข่ายระบบรางของประเทศ โดยโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีนจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ เชื่อมโยงการเดินทางกับพื้นที่เศรษฐกิจ และสนับสนุนการเติบโตของประเทศในระยะยาว
“เป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างระบบขนส่งที่รวดเร็วขึ้น แต่คือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กระจายไปยังทุกภูมิภาค พร้อมพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง และสามารถเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายพิพัฒน์กล่าว