![]()
ปตท. เดินหน้ารับโจทย์รัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานปี 2569 กว่า 2.8 หมื่นล้านบาท มุ่งขยายระบบท่อและคลัง LNG พร้อมวางแผนเพิ่มปริมาณจัดหา LNG แตะ 10 ล้านตันต่อปีในปี 2573 และ 15 ล้านตันในปี 2578 ขณะที่กลุ่ม ปตท. วางกรอบลงทุน 5 ปีแตะ 1 ล้านล้านบาท ดันธุรกิจต่างประเทศ-เทรดดิ้ง LNG เสริมความมั่นคงพลังงานไทย รับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล Data Center และพลังงานสะอาด
ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยที่ต้องเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขัน และรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก บทบาทของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กำลังถูกจับตามากขึ้น เพราะภารกิจของ ปตท. ในวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ล่าสุด ปตท.ประกาศทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเตรียมเดินหน้าลงทุนตามแผน พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับบริบทพลังงานโลกที่มีความผันผวนสูงขึ้น โดยเฉพาะการขยายธุรกิจ LNG การมองหาแหล่งจัดหาและตลาดปลายทางใหม่ การแสวงหาพันธมิตรระดับโลกในธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น รวมถึงการลงทุนด้านไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใหม่จาก Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ระบุว่า ในปี 2569 ปตท.เตรียมงบลงทุนประมาณ 28,000 ล้านบาท โดยเน้นลงทุนในระบบท่อและระบบคลัง ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปีได้ใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 10,000 ล้านบาท และตั้งเป้าว่าจะสามารถเบิกจ่ายเงินลงทุนได้ครบ 100% ตามแผนที่หารือร่วมกับกระทรวงการคลังไว้
แผนการลงทุนดังกล่าว จะสอดรับกับ นโยบายรัฐบาลที่กำหนดเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโต มากกว่า 3% พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP โดยเน้นการลงทุนภาคเอกชนควบคู่กับการลงทุนภาครัฐ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์ใหม่ ได้แก่ Investment and Industry Transformation Hub, AI & Digital Hub, Green Hub, Financial Hub และ Medical Investment Hub เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่เครื่องยนต์ใหม่
ปตท.จะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านการลงทุนในธุรกิจที่มีอยู่ของธุรกิจในเครือ ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีของไทย ในปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 5% ของ GDP ประเทศ และ ปตท.จะเข้าไปทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ
หนึ่งในโจทย์ที่มีความสำคัญอย่างมากคือ Green Hub ที่รัฐบาลต้องการเร่งเปลี่ยนผ่านประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว ผ่านการดึงดูดการลงทุนพลังงานสะอาด การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน EV และระบบขนส่งสีเขียว รวมถึงการพัฒนากลไก Carbon Accounting และ Carbon Market เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันกับตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

ครึ่งหลังป69 “ปตท.” รุกต่างประเทศ — ดัน LNG Trading
เมื่อภูมิทัศน์พลังงานโลกเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียวไปสู่การแข่งขันด้าน “ความยืดหยุ่นของ Supply Chain” ปตท.จึงวางธุรกิจ LNG เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเติบโตในระยะต่อไป
สถานการณ์พลังงานโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการตัดสินใจของผู้นำประเทศต่าง ๆ ซึ่งทำให้การคาดการณ์ตลาดพลังงานทำได้ยากขึ้น
ปตท.จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภายใน การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการกระจายความเสี่ยงของแหล่งจัดหาพลังงาน ขณะเดียวกันยังยืนยันว่าความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศเป็นภารกิจสำคัญ และประชาชนจะต้องไม่ประสบปัญหาขาดแคลนพลังงาน
หนึ่งในเกมรุกที่เห็นได้ชัดคือ LNG Trading
ปตท.ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการจัดหา LNG จากเป้าหมายปี 2569 ที่ประมาณ 3.7 ล้านตันต่อปี จากระดับครึ่งปีแรกที่อยู่ประมาณ 1.75 ล้านตันต่อปี ขยับขึ้นเป็น 10 ล้านตันต่อปีภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปีภายในปี 2578
กลยุทธ์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มปริมาณ LNG แต่เป็นการสร้างความยืดหยุ่นตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดย ปตท.มองหาโอกาสลงทุนทั้งฝั่งแหล่งผลิต เช่น สหรัฐฯ และฝั่งตลาดปลายทางในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น จีน เกาหลีใต้ และยุโรป
นี่จึงเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้จัดหาพลังงานสำหรับตลาดในประเทศไปสู่การเป็นผู้เล่นในตลาด LNG ระหว่างประเทศมากขึ้น
ในเชิงยุทธศาสตร์ การมีทั้งแหล่งจัดหาและตลาดปลายทางที่หลากหลาย จะช่วยให้ ปตท.สามารถบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ได้ดีขึ้น และเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการบริหาร Portfolio LNG
โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน LNG จึงยังมีบทบาทในฐานะเชื้อเพลิงที่สามารถเข้ามาช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้ระบบไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน

ปิโตรเคมี-โรงกลั่น เดินหน้าหาพันธมิตรโลก แต่ “ยังไม่รีบ”
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ ปตท.คือการปรับโครงสร้างและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ
ความคืบหน้าการหาพันธมิตรยังคงเดินหน้า โดย ปตท.ยังคงแสวงหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ Flagship แต่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความไม่สงบในตะวันออกกลาง ได้ทำให้บริษัทต้องปรับจังหวะการตัดสินใจให้รอบคอบมากขึ้น
จากเดิมที่คาดว่าจะเห็นความชัดเจนของพันธมิตรภายในปีนี้ อาจต้องขยับเวลาออกไป เนื่องจากจำเป็นต้องรอให้ภาพของแหล่งวัตถุดิบมีความชัดเจนก่อนการตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่
ประเด็นสำคัญคือ ปตท.ไม่ได้มองหาพันธมิตรเพียงเพื่อนำเงินทุนเข้ามาร่วมลงทุนเท่านั้น แต่พันธมิตรที่จะเข้ามาต้องสามารถเติมเต็มจุดแข็งให้ธุรกิจ ทั้งด้านเทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพ การลดต้นทุน ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลายมากขึ้นในระดับโลก
รูปแบบการพูดคุยจึงมีทั้งพันธมิตรที่มีวัตถุดิบ พันธมิตรที่มีตลาด และพันธมิตรที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากแหล่งผลิตและวัตถุดิบออกจากบางภูมิภาค
สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงว่าใครจะเข้ามาถือหุ้น แต่คือพันธมิตรดังกล่าวจะสามารถสร้าง Competitive Advantage ใหม่ให้ธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด

จาก “โตด้วยการลงทุน” สู่ “โตด้วยประสิทธิภาพ” — ปตท.เร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม 8,700 ล้านบาท
ในอีกด้านหนึ่ง ปตท.ไม่ได้พึ่งพาการลงทุนใหม่เพียงอย่างเดียว แต่กำลังเร่งสร้างความแข็งแรงจากภายใน ผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของทั้งกลุ่ม
กลุ่ม ปตท.ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่มกว่า 8,700 ล้านบาท ผ่านโครงการ Profit Enhancement Initiatives โดยมีทั้ง MissionX ซึ่งมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ และโครงการ AXIS ที่ขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านการนำ Digital Tools และ AI มาประยุกต์ใช้กับการทำงาน
ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าโครงการ P1 และ D1 เพื่อเพิ่มความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกับโครงการ Financial Excellence หรือ F1 เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารกระแสเงินสดของกลุ่มให้มีประสิทธิภาพ
เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการลดต้นทุน แต่คือการทำให้ทุกบริษัทในกลุ่ม ปตท.สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เชื่อมโยง Supply Chain ให้แน่นขึ้น และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่จากฐานทรัพย์สินและความเชี่ยวชาญที่มีอยู่
ทั้งหมดนี้เป็นรากฐานสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงการรักษาผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว และช่วยรักษาอันดับความน่าเชื่อถือของกลุ่มให้อยู่ในระดับที่เทียบเท่าระดับประเทศ
อีกด้านหนึ่ง กลุ่ม ปตท.ยังมีบทบาทสนับสนุนมาตรการภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อประชาชน โดยข้อมูลในไฟล์ประเมินมูลค่าการสนับสนุนมาตรการภาครัฐที่ประมาณ 17,500 ล้านบาท และในจำนวนนี้เป็นส่วนของ ปตท.ประมาณ 8,500 ล้านบาท

ปตท.เตรียมชงบอร์ดพิจารณาปันผลระหว่างกาล ก.ย.นี้
นอกจากแผนลงทุนและการปรับโครงสร้างธุรกิจแล้ว นักลงทุนยังจับตาการบริหารผลตอบแทนผู้ถือหุ้น โดย ปตท.ระบุว่า การอนุมัติจ่ายเงินปันผลงวดระหว่างกาลปี 2569 คาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริษัท หรือบอร์ด ภายในเดือนกันยายนนี้
ขณะเดียวกัน ปตท.กำลังพิจารณาการออกหุ้นกู้ในช่วงปลายปี 2569 เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ต้องการลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัท โดยยังไม่ได้ระบุมูลค่าการออกที่ชัดเจน
ก่อนหน้านี้ในปีที่ผ่านมา ปตท.ออกหุ้นกู้ประมาณ 20,000 ล้านบาท ขณะที่ในปีนี้มีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดประมาณ 30,000 ล้านบาท และบริษัทได้รับอนุมัติวงเงินการออกหุ้นกู้จากผู้ถือหุ้นไว้ประมาณ 100,000 ล้านบาท
ปัจจุบัน กลุ่ม ปตท.มีเงินสดรวมประมาณ 425,000 ล้านบาท ขณะที่ส่วนของ PTT อยู่ที่ประมาณ 120,000 ล้านบาท โดยมีการกู้เงินจากธนาคารและสถาบันการเงินเพื่อรองรับความต้องการทางการเงินในช่วงที่ผ่านมา
เมื่อพิจารณาร่วมกับกรอบลงทุนของกลุ่ม ปตท.ในช่วง 5 ปีข้างหน้าที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 1 ล้านล้านบาท จะเห็นได้ว่าโจทย์ของ ปตท.ไม่ได้อยู่ที่การหาเงินเพื่อ “ลงทุนโครงการเดียว” แต่คือการบริหาร Balance Sheet ขนาดใหญ่ให้สามารถรองรับการเติบโตหลายธุรกิจพร้อมกัน

เปิดเกม PDP2026 รับ Data Center โต พร้อมรุกพลังงานสะอาดต่างประเทศ
อีกหนึ่งหมากสำคัญที่ต้องจับตาคือทิศทางการลงทุนตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2026
ปตท.เตรียมขยายการลงทุนให้สอดรับกับ PDP ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปี 2569 โดยจะเพิ่มการลงทุนไฟฟ้าในประเทศเพื่อรองรับความต้องการจากภาคธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ Data Center และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะหากประเทศไทยต้องการดึงดูดการลงทุน Data Center และ AI อย่างต่อเนื่อง การมีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่เพียงพอและเชื่อถือได้จึงเป็นปัจจัยสำคัญ นั่นหมายความว่า “ไฟฟ้า” กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ต่างจากอินเทอร์เน็ตหรือโครงข่ายโทรคมนาคม
ปตท.จึงเตรียมใช้โอกาสดังกล่าวขยายธุรกิจไฟฟ้าในประเทศ ทั้งจาก TPA และ Data Center ควบคู่กับการมองหาโอกาสเติบโตในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ ผ่าน GPSC รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ หรือ Asset Monetization
ทิศทางนี้ยังสอดรับกับยุทธศาสตร์ Green Hub ของรัฐบาลที่ต้องการเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและดึงดูดการลงทุนพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้องการให้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI, Semiconductor และ Digital Infrastructure
อย่างไรก็ตาม ปตท.ย้ำว่าพลังงานหมุนเวียนจะเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน แต่ในภาพรวมการใช้พลังงานหลักของประเทศยังอยู่ที่ประมาณ 80-90% ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงทางพลังงาน ดังนั้น ปตท.ยังคงต้องทำหน้าที่ดูแลพลังงานหลักของประเทศควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด

ผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 69 บทพิสูจน์การบริหารทั้งห่วงโซ่
แม้ภาพธุรกิจพลังงานโลกจะเต็มไปด้วยความผันผวน แต่ผลการดำเนินงานของ ปตท.ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนว่าบริษัทสามารถใช้การบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทานเป็นเครื่องมือรับมือกับความไม่แน่นอนได้
ปตท.และบริษัทย่อยมี กำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือประมาณ 74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยสำคัญมาจากการบริหารจัดการธุรกิจตลอด Supply Chain การเตรียมสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับต้นทุนและความผันผวน รวมถึงการกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ ไม่พึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง
นอกจากนี้ ปตท.ยังใช้เครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจที่ครอบคลุมทั่วโลกเพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนในโรงกลั่นล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น ทำให้สามารถรองรับน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่งมากขึ้น ควบคู่ความสามารถในการบริหารทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ การจัดหา การขนส่ง การกลั่น การตลาด ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงยังคงมุ่งเน้นธุรกิจ Hydrocarbon ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและเป็นพื้นที่ที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยกระดับกระบวนการกำกับดูแลการลงทุนให้รัดกุม และดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับกิจการที่ดี
หาก ปตท. ทำได้ตามเป้าหมาย งบลงทุน 28,000 ล้านบาทในปีนี้ รวมถึงกรอบลงทุน 1 ล้านล้านบาทของกลุ่ม ปตท.ใน 5 ปีข้างหน้า ก็จะไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในแผนธุรกิจของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพาประเทศไทยเข้าสู่ เศรษฐกิจยุคใหม่ที่แข่งขันได้ มั่นคง และเติบโตอย่างยั่งยืน