PTT ฉายภาพธุรกิจครึ่งหลังปี 69 ลุยเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร รับมือขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ 

Loading

PTT ประเมินทิศทางธุรกิจครึ่งหลังปี2569 มุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร รับมือความท้าทายจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ชี้กลุ่มธุรกิจ E&P – ธุรกิจก๊าซฯ รับอานิสงส์ ปริมาณขายเพิ่ม รัฐปรับโครงสร้างราคาใหม่ช่วยลดต้นทุน ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ยังมีความเสี่ยงจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ คาดราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยปีนี้ อยู่ที่ 78-88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจ และตลาดพลังงานโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านอุปทานพลังงานและความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ผลการดำเนินงานของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนว่าบริษัทสามารถใช้การบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทานเป็นเครื่องมือรับมือกับความไม่แน่นอนได้

ปตท.และบริษัทย่อยมี กำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือประมาณ 74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยสำคัญมาจากการบริหารจัดการธุรกิจตลอด Supply Chain การเตรียมสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับต้นทุนและความผันผวน รวมถึงการกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ ไม่พึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2569 สถานการณ์พลังงานโลก ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ กลุ่ม ปตท. ยังคงเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนและโอกาสในตลาดพลังงานโลกช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า GDPโลก ปี2569 จะขยายต่อ 3% ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.5% จากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ส่วนเศราฐกิจไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) คาดการณ์ GDP ไทย จะอยู่ที่ 2.2% ลดลงจากเดิมคาดว่า จะอยู่ที่ 2.4% จากปัญหาเงินเฟ้อที่ส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจและค่าครองชีพ รวมถึงการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวช้า

ส่วนทิศทางราคาพลังงาน ยังคงได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยราคาก๊าซธรรมชาติ มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เช่น ตลาด Henry Hub คาดว่า ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.4 – 3.9 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ขณะที่ Asian Spot LNG ราคายังเพิ่มขึ้น หลังสหรัฐ เร่งส่งออก LNG จนเกินขีดความสามารถในการผลิต และปัยหาการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบ ยังอยู่ในระดับสูง เฉลี่ยอยู่ที่ 78-88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และค่าการกลั่นสิงคโปร์ (GRM) ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 16.7-17.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมียังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น  

นายอาภากร ชอุ่มทอง ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยในงาน Earnings Call โดยระบุว่า ท่ามกลางความผันผวนดังกล่าว กลุ่ม ปตท. จึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการภายในองค์กร และ การดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยกลุ่ม ปตท. ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์ ที่มุ่งเน้นไปที่การลงมือปฏิบัติ (Execution) เช่น ธุรกิจต้นน้ำ (Upstream) เร่งขยายพอร์ตโฟลิโอ LNG Value Chain โดยตั้งเป้าหมายปริมาณการซื้อขาย LNG ที่ 10 ล้านตันในปี 2573 และเพิ่มเป็น15 ล้านต้นในปี 2578

ด้านธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) มุ่งเน้นการหาพันธมิตรทางธุรกิจ(Partnership) ในกลุ่มโรงกลั่นและปีโดรเคมี, เร่งผลักดัน โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาครัฐ, การกักเก็บดาร์บอน (CCS) พิจารณาความยึดหยุ่นในการลงทุนและเร่งดำเนินการเมื่อถึงช่วงเวลา (Timing) ที่เหมาะสม, การบริหารจัดการสิ้นทรัพย์ (Asset Monetization) เร่งหาพันธมิตรในธุรกิจปีโตรเคมีและโรงกลั่น รวมถึงให้สำคัญในการเพิ่มกระแสเงินสดและบริหารสินทรัพย์รวม 1 แสนล้านบาท ภายในช่วง 3 ปี

ส่วนแนวโน้มการขับเคลื่อนธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 ประเมินว่า

กลุ่มธุรกิจสํารวจและผลิตปิโตรเลียม(E&P) คาดว่า ราคาขายเฉลี่ยจะยังปรับตัวสูงขึ้น ตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และปริมาณขาย คาดจะเพิ่มขึ้น ตามการรับรู้ปริมาณการขายเต็มปีของโครงการต่างๆ ที่เข้าซื้อมาตั้งแต่ปี 2568 ในขณะที่ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ยังอยู่ในระดับที่แข่งขันได้

กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ มองว่า การปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ ( Single Pool) ทำให้ราคาซื้อก๊าซของโรงแยกก๊าซมีต้นทุนลดลง ส่งผลให้ผลประกอบการมีทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนปริมาณการขาย คาดว่า โดยรวมจะปรับเพิ่มขึ้น ตามความต้องการที่มีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ต้นทุนรวมธุรกิจก๊าซปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน

กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น มองว่า ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ของสายโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์มีแนวโน้มปรับปรับตัวเพิ่มขึ้น จากความไม่แน่นอนของราคาวัตถุดิบปิโตรเคมี จากสถานการณ์วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตโรงโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ คาดจะเพิ่มขึ้น จากการปิดซ่อมบำรุงที่ลดน้อยลงในปีนี้

ส่วนกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น คาดค่าการกลั่น (GRM) ยังทรงตัว แม้ว่าอาจจะดูเหมือนปรับเพิ่มขึ้น จากการลดกำลังการผลิตของโรงกลั่นทั่วโลก แต่ยังมีความเสี่ยงจากการขาดทุนสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย และความเสี่ยงจากนโยบายภาครัฐที่อาจกระทบต่อโรงกลั่น

กลุ่มธุรกิจน้ำมัน ในส่วนของ กำไรขั้นต้นจากกลุ่ม Lifestyle และ EV Utllization rate จะเพิ่มขึ้น ตามกิจกรรมที่ส่งเสริมการขายมากขึ้น แต่ปริมาณการขายน้ำมันอาจจะทรงตัว

กลุ่มธุรกิจไฟฟ้า มองว่า ต้นทุนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีรายได้ที่แข็งแกร่งตามความต้องการใช้ก๊าซของกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม อีกทั้ง กลุ่ม ปตท.ยังอยู่ระหว่างศึกษาโครงการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับธุรกิจ Data Center และการหาพันธมิตรทางธุรกิจที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานตามแผน Jump+ ในครึ่งปีแรกเป็นไปตามเป้าหมายในเกือบทุกมิติ ทั้งการรักษาฐานธุรกิจหลักและการขยายตัวสู่ธุรกิจใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีและความยั่งยืน โดยเงินที่ได้จากการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Monetization) จะถูกพิจารณานำไปใช้ในการลงทุนโครงการที่มีศักยภาพต่อไป