![]()
ไทยออยล์ ชี้ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้มีแนวโน้มถูกกดดัน จากสัญญาณการผ่อนคลายฝั่งอุปทานและความหวังทางการทูต
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือTOP เปิดเผยรายงานสถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 25 ก.ย. – 1 ต.ค. 69 พบว่า ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลง โดยได้รับแรงกดดันชั่วคราวจากสัญญาณการผ่อนคลายความตึงตัวด้านอุปทานในตะวันออกกลาง เนื่องจากอิรักเร่งฟื้นฟูการส่งออกน้ำมันดิบเฉลี่ยสู่ระดับ 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน พร้อมเร่งเพิ่มการขนส่งผ่านท่อ ส่งน้ำมันไปยังท่าเรือ Ceyhan ของตุรกีแตะระดับ 600,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงในอ่าวเปอร์เซีย ขณะเดียวกัน ด้านอุปสงค์ยังเผชิญปัจจัยชะลอตัวจากแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันดิบของจีนที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้แรงซื้อน้ำมันดิบในตลาดโลกชะลอตัวลง
นอกจากนี้ ตลาดยังรับรู้ปัจจัยบวกเชิงการทูตที่ช่วยลด Risk Premium อีกทั้ง เจตนาของอิหร่านในการพร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซหากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และความคืบหน้าในการหารือข้อเสนอหยุดยิงวงจำกัด (Limited Ceasefire) ระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครน เพื่อเว้นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ส่งผลให้ความกังวลต่อการหยุดชะงักของอุปทานเริ่มปรับตัวลดลง

สำหรับปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ ประกอบด้วย
· ตลาดจับตาความคืบหน้าทางการเมืองระหว่างประเทศในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ณ นครนิวยอร์ก โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่าข้อตกลงสันติภาพอาจเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย.2569 ขณะที่ประธานาธิบดีอิหร่าน นายมาซูด เปเซชเคียน แถลงย้ำว่าอิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันทางทหาร อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับ Reuters ว่าอิหร่านยื่นข้อเสนอพร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 7 วัน หากสหรัฐฯ ลดแรงกดดันและยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล ส่งผลให้ตลาดรับรู้ทั้งความหวังทางการทูตที่ ส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น
· อุปทานในตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย หลังจากกระทรวงน้ำมันอิรักรายงานปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบเฉลี่ยเดือนกันยายนปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเคยทำสถิติพุ่งสูงแตะระดับ 4.0 ล้านบาร์เรลต่อวันชั่วคราวใน บางช่วง ควบคู่กับการเร่งดำเนินโครงการทดสอบการขนส่งน้ำมันดิบทางรถบรรทุกจากภาคใต้ขึ้นสู่ภาคเหนือ เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกผ่านท่อส่งน้ำมันไปยังท่าเรือ Ceyhan ของประเทศตุรกีให้ขยับขึ้นสู่ระดับ 600,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งความพยายามในการเพิ่มเส้นทางขนส่งทางบกเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซียถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยบรรเทาความวิตกกังวลต่อภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลกชั่วคราว
· อุปสงค์น้ำมันดิบจากจีนยังคงชะลอตัว เนื่องจากข้อมูลสถิติท่าเรือและการติดตามเรือขนส่งสินค้าจาก Kpler และ Reuters ระบุว่า แม้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนในเดือนกันยายนจะเริ่มขยับเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตความขัดแย้ง แต่ภาพรวมปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบยังคงต่ำกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้งอยู่ 13% ประกอบกับบทวิเคราะห์จาก CSIS ระบุว่า จีนใช้วิธีรับมือฝั่งอุปทานที่น้อยลงด้วยการปรับลดการนำเข้าน้ำมันดิบลง 30-32% แล้วหันไปดึงน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) และคลังสำรองภาคเอกชนที่สะสมไว้ป้อนโรงกลั่นภายในประเทศแทน ซึ่งการลดการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนถือเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยลดความตึงตัวของอุปทานน้ำมันดิบโลกและจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาในช่วงที่ผ่านมา
· ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนมีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยถึงความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อเสนอหยุดยิงวงจำกัด (Limited Ceasefire) ภายหลังการหารือทวิภาคีระหว่างนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ณ นครนิวยอร์ก โดยระบุว่าทั้งรัสเซียและยูเครนต่างแสดงความสนใจในข้อเสนอหยุดยิงที่เจาะจงเฉพาะเป้าหมายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โรงกลั่นน้ำมัน คลังเก็บน้ำมันดิบ และการขนส่งสินค้าเกษตร ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ยืนยันความพร้อมในการยุติการโจมตีโรงกลั่นรัสเซียแบบมีเงื่อนไขต่างตอบแทน (Reciprocal Basis) หากรัสเซียหยุดการโจมตีโครงสร้างพลังงานของยูเครนเช่นกัน

ส่วนสรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 18 – 24 ก.ย. 69 พบว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 6.83 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 95.49 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 3.31 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 102.63 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากตลาดผ่อนคลายความกังวลต่อภาวะอุปทานตึงตัวจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตอบรับการซ่อมแซมและกลับมาเปิดดำเนินการท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ขนาดกำลังการผลิต 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ของซาอุดีอาระเบีย พร้อมกับการกลับมาส่งออกน้ำมันดิบที่ท่าเรือ Yanbu ฝั่งทะเลแดงในบางส่วน และการเพิ่มปริมาณส่งออกผ่านท่าเรือ Ras Tanura บริเวณอ่าวเปอร์เซีย
ประกอบกับรายงานของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Centcom) ที่ระบุว่าปริมาณการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน สอดคล้องกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมที่พบเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่มาก (VLCC) เข้าจอดรับน้ำมันดิบรวมกว่า 14 ล้านบาร์เรลในอ่าวเปอร์เซีย
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจาก EIA ที่รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 18 ก.ย. 69 ที่ปรับเพิ่มขึ้น 2.9 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 426.4 ล้านบาร์เรล รวมถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐฯ อีก 2 แท่น สู่ระดับ 452 แท่น จากการรายงานของ Baker Hughes
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังคงได้รับแรงหนุนและจำกัดการปรับลดลง จากความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ กลุ่มฮูติยังคงโจมตีใส่คลังเชื้อเพลิงในกรุงริยาดของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่อิหร่านเข้าขัดขวางการเดินเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง