![]()
นายกรัฐมนตรี เชิญชวน Airbus ขยายความร่วมมือกับประเทศไทยเพิ่มเติม ลุยส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่ผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย การจัดตั้ง Center of Excellence เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอวกาศและความมั่นคง เพื่อสร้างงาน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรและอุตสาหกรรมไทย
วันนี้ ( 2 ต.ค. 2569) เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรองชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเวาเทอร์ ฟัน แวร์สค์ (Mr. Wouter van Wersch) รองประธานบริหารฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ บริษัท แอร์บัส (Airbus) จำกัด และนายเบิร์ท พอร์เทอแมน (Mr. Bert Porteman) ผู้แทนบริษัท แอร์บัส ประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือแนวทางยกระดับและขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับ Airbus ในอุตสาหกรรมการบิน เทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาบุคลากร และพลังงานสะอาด

นายกรัฐมนตรี ยืนยันนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการบินและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมชื่นชมความร่วมมือที่ Airbus มีกับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการสร้างโอกาสการจ้างงาน การพัฒนาทักษะบุคลากร และการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของไทย โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ Airbus พิจารณาขยายความร่วมมือกับประเทศไทยให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมถึงนำรูปแบบความร่วมมือที่บริษัทมีอยู่กับประเทศอื่นมาพัฒนาและต่อยอดในประเทศไทย เพื่อให้ไทยได้รับประโยชน์จากองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายของ Airbus ในระดับโลก
ในด้านพลังงานสะอาด นายกรัฐมนตรีเสนอให้ Airbus พิจารณาส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ที่ผลิตในประเทศไทย โดยใช้วัตถุดิบและผลผลิตทางการเกษตรของไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต ซึ่งนอกจากจะช่วยสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบินแล้ว ยังเป็นโอกาสในการสร้างตลาดใหม่ เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย
นอกจากนี้ Airbus มีแผนจัดตั้ง Center of Excellence ในประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากร โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากเครือข่ายของ Airbus ทั่วโลกมายังประเทศไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้บุคลากรไทยได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และสนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
นายกรัฐมนตรี ยังเสนอให้ Airbus ขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศและความมั่นคง โดยต่อยอดจากความร่วมมือที่ Airbus มีอยู่แล้วกับหน่วยงานของไทย อาทิ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาบุคลากรไทย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอวกาศและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น
ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความร่วมมือกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและแรงงานในภาคการบิน เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมและเป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับ Airbus ให้ก้าวไปไกลกว่าความร่วมมือด้านการบิน โดยมุ่งสร้างความร่วมมือที่นำไปสู่การลงทุน การจ้างงาน การพัฒนาทักษะ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อให้คนไทยและภาคธุรกิจไทยได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน อวกาศ และเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม
