“พลังงาน” กางยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมัน รับวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ

Loading

กระทรวงพลังงาน วางแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 ใหม่ รับมือสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่ยืดเยื้อ ลุ้นกระทรวงการคลัง ลดภาษีสรรพสามิตร กลไกช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน

สืบเนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งอุปทาน (Supply) หลักพลังงานของโลก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากการสู้รบในพื้นที่และการขาดความสงบในเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ และช่องแคบยุทธศาสตร์ในทะเลแดง 

สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านเสถียรภาพพลังงานทั้งในด้านปริมาณและราคาที่ผันผวนสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างประเทศไทย กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Scenario) สมมติฐาน และการคาดการณ์ในการวางแผนพลังงานของประเทศใหม่ทั้งหมด โดยประเมินว่าแม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะเริ่มคลายตัวลงในอนาคต แต่ราคาน้ำมันจะไม่ปรับลดลงไปสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งพลังงานหลายแห่งได้รับความเสียหาย ต้องใช้เวลาฟื้นฟูบูรณะอีกยาวนาน

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน ระบุว่า แนวทางการรับมือวิกฤตการณ์ราคาพลังงานแพงที่ส่งผลกระทบยืดเยื้อทั่วโลก รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ยึดมั่นในนโยบาย “การพึ่งพาตนเอง” หรือการมุ่งเน้นใช้แหล่งพลังงานภายในประเทศที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน โดยกระทรวงพลังงานได้วางแนวทางรับมือในภาพรวมผ่านการเร่งรัดการสำรวจแหล่งปิโตรเลียม การเพิ่มกำลังการผลิตและการต่อสัญญาแหล่งก๊าซ ตลอดจนการกระจายความเสี่ยงในการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ในส่วนของการบริหารจัดการราคาน้ำมัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.)ได้ทำการทบทวนการคาดการณ์ภายใต้สมมติฐานใหม่ และจัดทำ “แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572” ซึ่งได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา

สาระสำคัญของแผนยุทธศาสตร์และการดำเนินงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย

1.    การปรับปรุงแนวทางรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมัน: กำหนดนิยามและเงื่อนไขของวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง มีการแยกบัญชีฐานะกองทุนฯ ระหว่างกลุ่มน้ำมันและ LPG ชัดเจน พร้อมกำหนดกรอบความต่างระดับราคาระหว่างเบนซินและดีเซล เพื่อเลือกรูปแบบการอุดหนุนที่ตรงเป้าหมายที่สุด โดยจะมีการทบทวนแนวทางการรักษาเสถียรภาพฯ และหลักเกณฑ์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

2.    หลักเกณฑ์การบริหารกองทุนฯ: วางกรอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับเป็นแนวทางชดเชยเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ การเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนฯ เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะกองทุนฯ

3.    การบริหารจัดการสภาพคล่องและการกู้เงิน: วางระบบคาดการณ์และบริหารสภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตที่อาจยืดเยื้อ พร้อมกำหนดแนวทางการกู้เงินเพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันฯ มีความเข้มแข็งและสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกตรึงราคาบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

”กองทุนน้ำมันฯ สมัยวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ปี2565 เคยติดลบสูง 130,000 ล้านบาท จนนำไปสู่การกู้เงิน และทยอยใช้หนี้ได้ ฉะนั้น การกู้เงินก็เป็นอีกเครื่องมือสำคัญ แต่จะยังไม่เลือกแนวทางนี้ ถ้ายังไม่สิ้นไร้ไม้ตอก เพราะคงไม่มีใครอยากเป็นหนี้ ตอนนี้ ก็ขอให้ประชาชนสบายใจได้กองทุนน้ำมันฯ ยังมีเสถียรภาพที่จะบริหารจัดการราคาน้ำมันได้“ 

4.    การทบทวนนโยบายอุดหนุนน้ำมันชีวภาพ: จากเดิมที่มีข้อกำหนดตามกฎหมายและบทเฉพาะกาลในการยกเลิกการอุดหนุน แต่จากวิกฤตการณ์พลังงานสากลและความจำเป็นในการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานต่างประเทศ รัฐบาลจึงได้ทบทวนให้กลับมาส่งเสริมและอุดหนุนน้ำมันชีวภาพอีกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาวภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

“เบื้องต้น กระทรวงการคลัง เตรียมความพร้อมในการพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิต โดยเน้นกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพผสม เช่น E20 และ B20 ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการสรุปตัวเลข”

ทั้งนี้ ในการบริหารรักษาเสถียรภาพ จะมุ่งเน้นพิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศจากผลผลิตทางการเกษตร เป็นการช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง อีกทั้งภาครัฐสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกในประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เป็นการช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืนแนวทางหนึ่ง