“พิพัฒน์” สั่ง AOT ปรับสัญญาบริการภาคพื้น คาร์โก้ การบินไทย พร้อมเพิ่มเงื่อนไขบทลงโทษค่าปรับ

Loading

“พิพัฒน์” เตรียมหารือ ก.คลัง AOT เร่งแก้สัญญาบริการภาคพื้น-คาร์โก้ การบินไทย เหลือสัญญา 15 ปี เช่นเดียวกับผู้ให้บริการรายอื่น ทั้งเพิ่มเงื่อนไขบทลงโทษ ค่าปรับ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังจากที่ บริษัท ท่าอากาศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT (ทอท.) และ บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) ได้ร่วมลงนามในสัญญาการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง (Ground Support Equipment: GSE) และโครงการให้บริการคลังสินค้า (Cargo) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้น และการขนส่งสินค้าทางอากาศไปแล้ว โดยในสัญญาได้มีการกำหนดประสิทธิภาพการให้บริการเป็นตัวชี้วัดผลงาน (KPI) พร้อมกำหนดเงื่อนไขบทลงโทษ และค่าปรับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ระบุในสัญญาไว้ด้วย

อย่างไรก็ตามในส่วนของสัญญาการให้บริการภาคพื้นและโครงการให้บริการคลังสินค้า (Cargo ) ที่ AOT ได้ทำไว้กับ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และยังเหลืออายุสัญญาอีก 15 ปี ไม่มีข้อกำหนดเรื่องบทลงโทษ และค่าปรับ ประกอบกับเหตุการณ์ความผิดพลาดของการบินไทยฯในการจัดการกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารตกค้างที่ได้ดำเนินการระหว่างวันที่ 26 ต.ค.-30 ก.ย.69 นั้นคงมีความจำเป็นต้องขอทบทวนและแก้ไขสัญญาใหม่ และเพิ่มเงื่อนไขบทลงโทษและค่าปรับเข้าไปเช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายที่ 3 รวมถึงสัญญาของผู้ประกอบการรายที่ 2 ที่สิ้นสุดแล้ว และAOT กำลังเตรียมดำเนินการเปิดประมูลใหม่ ก็จะให้ AOT เพิ่มเงื่อนไขเรื่องบทลงโทษและค่าปรับเข้าไปในสัญญาใหม่ด้วยเหมือนกัน

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะมีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงคมนาคม AOT โดยจะเชิญทางการบินไทยฯ มาเพื่อรับทราบ และตักเตือนเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ดำเนินการไปว่าไม่ถูกต้อง ทำให้ประเทศชาติเสียชื่อเสียง ทำให้การบินไทยเสียหายขนาดไหน รวมถึงต้องหารือกับหน่วยงานที่กำกับดูแลการบินไทยฯ คือ กระทรวงการคลัง และในส่วนตัวตนก็จะหารือกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทางกระทรวงคมนาคม โดย AOT คงยอมไม่ได้กับสัญญาเดิมที่ไม่มีเงื่อนไขเรื่องบทลงโทษและค่าปรับอีกต่อไป

ต่อข้อถามว่ากรณีที่หากมีการแจ้งเรื่องปรับเพิ่มสัญญาใหม่แล้วทางการบินไทยฯไม่ยอม นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องคุยและหารือกับกระทรวงการคลังในระดับนโยบายก่อน ส่วนการบินไทยฯจะยอมหรือไม่ก็คงต้องคุยกันเรื่องความเสียหายเพราะที่ผ่านมา ตนยังไม่แน่ใจว่ามีผู้เรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นเท่าไหร่และเรื่องเร่งด่วนเวลานี้คือการเคลียร์กระเป๋าสัมภาระให้จบก่อน และข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 8 ต.ค. 2569 ยังมีกระเป๋าเหลือตกค้างอีก 80 ใบ ซึ่งยังหาเจ้าของยังไม่เจอก็ต้องเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่

ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อมีการปลดนายชาย เอี่ยมศิริ  ออกจากตำแหน่งดีดีการบินไทยฯ แล้วยังแก้ปัญหาเรื่องกระเป๋าสัมภาระไม่หมด นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ในส่วนของกระทรวงคมนาคม โดย AOT มีหน้าที่ในการประสานงานกับการบินไทยฯ เพื่อให้เจ้าของกระเป๋าที่เหลือมารับให้ครบ ส่วนการดำเนินการของคณะกรรมการ(บร์ด) การบินไทยฯ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วเรื่องการลงโทษก็เป็นเรื่องของบอร์ด และเป็นเรื่องภายใน ทางกระทรวงคมนาคมไม่ขอเข้าไปก้าวก่าย