BANPU ตั้งเป้ารายได้ปี67 โตขึ้นจากปี66 ธุรกิจไฟฟ้าหนุน

ผู้ชมทั้งหมด 1,037 

“บ้านปู” คาดรายได้ปี2567 โตไม่ต่ำกว่าปี 2566 รับผลการดำเนินงานธุรกิจไฟฟ้าเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการในสหรัฐ เตรียมลุยขยายการลงทุนตามแผนในงบ 2,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 ขณะที่ “บ้านปู เพาเวอร์” ลั่นปี2567 เตรียมปิดดีล M&A โรงไฟฟ้าเพิ่ม พุ่งเป้าในสหรัฐ และประเทศที่มีฐานลงทุนอยู่แล้ว หนุนกำลังผลิตบรรลุเป้าหมาย 5,300 เมกะวัตต์ในปี 2568 คาดราคาถ่านหินในจีน ทรงตัวในกรอบ 800-950 ดอลลาร์ต่อตัน

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยในงาน Oppday Q3/2023 เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2566 โดยระบุว่า แนวโน้มการดำเนินงานของบริษัทในปี 2567 คาดว่า รายได้จะเติบโตไม่ต่ำกว่าปี 2566 แต่คงไม่ถึงปี 2565 ที่บริษัทมีผลงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่มีรายได้จากการขายรวม 7,693 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 272,270 ล้านบาท) มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) รวม 3,916 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 137,300 ล้านบาท) และมีกำไรสุทธิ 1,162 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 40,519 ล้านบาท) โดยปัจจัยขับเคลื่อนการดำเนินงานในปีหน้า ยังมาผลการดำเนินงานของธุรกิจไฟฟ้ารับรู้รายได้เพิ่มขึ้น และธุรกิจไฟฟ้าหลายแพลตฟอร์มใหม่ๆเริ่มทยอยสร้างรายได้ เช่น ในออสเตรเลีย เป็นต้น

โดยในปี2567 บริษัท ยังมีศักยภาพที่จะเดินหน้าขยายการลงทุนได้เต็มที่ เนื่องจากยังมีงบลงทุนตามแผนถึงปี2568 จะใช้เงินราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงจะเห็นโอกาสจากการลงทุนธุรกิจแบตเตอรี่ที่ครอบคลุมมากขึ้น

ขณะเดียวกันในปี 2567 บริษัทได้เตรียมความพร้อมทำประกันความเสี่ยงรองรับความผัวผวนจากราคาพลังงานไว้แล้ว เช่น ราคาก๊าซฯ ได้ทำประกันความเสี่ยงไปแล้ว 50% ของปริมาณการผลิต ,ราคาถ่านหิน ที่มีการขายล่วงหน้าในช่วง 6 เดือนแรกปี 2567 ก็ได้ทำประกันความเสี่ยงไว้เพื่อรับมือกับช่วงโลซีซั่นไว้บ้างแล้ว และราคาน้ำมัน ก็ทำประกันความเสี่ยงเพื่อป้องกันต้นทุนการผลิตถ่านหินโดยเฉพาะเหมืองในอินโดนีเซียไว้บางส่วนแล้ว

แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4 ปีนี้ ในส่วนของธุรกิจไฟฟ้า คาดว่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีก่อน แม้ว่าโรงไฟฟ้าในสหรัฐจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาว แต่โรงไฟฟ้าหงสา จะกลับมาเดินเครื่องการผลิตเต็มที่ในไตรมาส4 และโรงไฟฟ้าBLCP จะมีรายได้พิเศษเข้ามา ขณะที่จีน การสต็อกถ่านหินจะทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น”

นายกิรณ ลิมปพยอม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนของบริษัทในปี2567 ยังมีโอกาสเห็นการควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการ(M&A) โครงการโรงไฟฟ้าเพิ่มเติม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายกำลังผลิต 5,300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 จากปัจจุบันมีกำลังผลิตในมือราว 3,800 เมกะวัตต์ ยังขาดอีกประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ โดยหลักจะมุ่งโอกาสขยายการลงทุนในสหรัฐฯเป็นหลัก หลังจากบริษัทแม่ ได้เข้าไปลงทุนในพื้นที่และมองเห็นโอกาสการเติบโตอีกมาก ขณะเดียวกันอีก 7 ประเทศบริษัทมีฐานการลงทุนอยู่แล้ว ก็มีโอกาสขยายการเติบโตเช่นกัน เช่น จีน และ ญี่ปุ่น เป็นต้น

“โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ Temple I และ Temple Il ในสหรัฐ ยังมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีต่อเนื่องในปี 2567”

ส่วนแนวโน้มราคาถ่านหินในประเทศจีน ในปี 2567 มองว่า จะอยู่ในระดับทรงตัวจากปีนี้ ที่ระดับ 800-950 ดอลลาร์ฯต่อตัน หรืออาจปรับขึ้น-ลง ในระดับ 100 ดอลลาร์ฯต่อตัน

ปัจจุบัน “บ้านปู เพาเวอร์” มีกำลังการผลิตไฟฟ้า รวมอยู่ที่ 3,685 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ อยู่ที่ 3,247  เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน อยู่ที่ 438 เมกะวัตต์