![]()
BGRIM ชูธงขยายพอร์ตพลังงานต่างประเทศ วางงบ 5 ปี 5 หมื่นล้าน เร่งเพิ่มกำลังการผลิตกว่า 5,000 เมกะวัตต์ ส่วนในปี 69 เล็งลงทุนโซลาร์ฟาร์ม ลม ในออสเตรเลีย พลังงานลม Nakwol 2 ขณะที่ตลาดในไทย ลุยโซลาร์ชุมชน ดาต้าเซ็นเตอร์ Direct PPA

นายพีรเดช พัฒนจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจพัฒนาพลังงานหมุนเวียน บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปี (2026 – 2030) บริษัทฯ มีแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีกประมาณ 5,400 เมกะวัตต์จากปัจจุบันที่มีอยู่ 4,600 เมกะวัตต์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์ในปี 2030 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 48,000 – 50,000 ล้านบาทในระยะ 5 ปี ซึ่งในแต่ละปีจากนี้จะต้องหากำลังการผลิตใหม่เข้ามาเฉลี่ยปีละประมาณ 1,000 เมกะวัตต์
โดยเน้นการลงทุนในประเทศที่ BGRIM เข้าไปลงทุนอยู่แล้ว โดยเลือกประเทศที่มีนโยบายชัดเจนและมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา โดยคาดว่าในปี 2030 สัดส่วนรายได้จากโครงการในต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 40% ของรายได้ทั้งหมด
ขยายกำลังการผลิตใหม่ในออสเตรเลีย – เกาหลีใต้ – มาเลเซีย
นายพีรเดช กล่าวว่า กำลังการผลิตที่จะเข้ามาใหม่ในปี 2569 นั้นมีความคืบหน้าขยายการลงทุนในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีแผนขยายการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนพื้นที่ขนาดใหญ่ (Solar Farm) โครงการพลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) โดยมีพันธมิตรท้องถิ่นที่แข็งแกร่งซึ่งมีโครงการใน Pipeline กว่า 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งการลงทุนในออสเตรเลียนั้นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลออสเตรเลียด้วย คาดว่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส 3/2569
ขณะที่การขยายกำลังการผลิตในเกาหลีใต้ก็มีแผนลงทุนพัฒนาโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งเฟสที่2 (Nakwol 2) ขนาดกำลังการผลิตประมาณ 340-370 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการรอความชัดเจนจากรัฐบาลเกาหลีใต้ ซึ่งคาดหวังว่าจะสามารถดำเนินการได้ในปีนี้เช่นเดียวกัน ส่วนโครงการ Nakwol 1 ขนาด 365 เมกะวัตต์มีความคืบหน้าการก่อสร้างกว่า 70-80% และมีบางส่วนเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว คาดว่าจะสามารถ COD ครบทั้งหมดในไตรมาส 3/2569 โดยทยอยรับรู้รายได้ทัน และจะรับรู้รายได้เต็มปีในปี 2570 ประมาณ 400-500 ล้านบาท
นอกจากนี้แล้วก็คาดว่าจะมีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย โดยปัจจุบัน BGRIM มีกำลังการผลิตโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ COD ไปแล้ว 200 เมกะวัตต์ และกำลังพัฒนาโครงการใหม่ที่มีอยู่ในมือราว 600 – 800 เมกะวัตต์ พร้อมกันนี้ BGRIM ก็อยู่ระหว่างศึกษาขยายการลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติขนาดกำลังการผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ โดยจะแบ่งการลงทุนเป็น 2 เฟส เฟสแรก 750 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามในประเทศมาเลเซียนั้นตั้งเป้ามีกำลังการผลิตในปีนี้เพิ่มประมาณ 700-1,000 เมกะวัตต์

ตลาดไทย ลุยโซลาร์ชุมชน ดาต้าเซ็นเตอร์ Direct PPA
นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม BGRIM กล่าวว่า ในประเทศไทย บี.กริม เห็นโอกาสมหาศาลจากกลุ่ม Data Center ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)โดยปัจจุบันมีสัญญาแบบ Galaxy Formula แล้ว 200 เมกะวัตต์ และมีความต้องการเพิ่มขึ้นกว่า 1,000 เมกะวัตต์ โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้า Data Center ในประเทศเพิ่มอีก 300 เมกะวัตต์ ภายใน 3 ปี จากฐานเดิมที่มีอยู่ประมาณ 96 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเป็นหนึ่งใแหล่งรายได้ใหม่ที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของ BGRIM ในระยะถัดไป
นอกจากนี้บี.กริมยังเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการ Direct PPA 200 – 300 เมกะวัตต์ หลังจากที่กระทรวงพลังงานมีแผนดำเนินโครงการนำร่อง Direct PPA หรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง โดยกำหนดกำลังการผลิตรวมไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ นั้น BGRIM เตรียมความพร้อมเข้าร่วมประมูล 300 – 500 เมกะวัตต์
นายนพเดช กล่าวถึงการจัดตั้ง บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด บริษัทย่อยที่ บี.กริม ถือหุ้น 100% ในประเทศมาเลเซีย ว่า การจัดตั้งบริษัทบี.กริม แอลเอ็นจี ในมาเลเซีย เพื่อจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และ/หรือก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงไฟฟ้า และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในประเทศมาเลเซีย รวมถึงจัดหาก๊าซฯ ป้อนให้โรงไฟฟ้าในประเทศไทยด้วย
นายนพเดช กล่าวถึงการบริหารต้นทุนพลังงานว่า เพื่อบริหารจัดการต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่ผันผวน บริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจเชิงรุกโดยการปรับสูตรโครงสร้างการคำนวณค่าไฟฟ้ากับลูกค้าอุตสาหกรรมในรูปแบบ Gas Pass-through เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและรับมือกับราคาก๊าซธรรมชาติที่ผันผวน ซึ่งการปรับสูตรโครงสร้างการคำนวณค่าไฟฟ้าจะครอบคลุมลูกค้าเพียง 7% หรือมีสัดส่วนกำลังการผลิตเพียง 400 เมกะวัตต์