![]()
BPP ทุ่มงบ 2.79 ล้านบาท เดินหน้าลงทุนโครงการแบตเตอรี่ขนาด 100 เมกะวัตต์ โครงการแรกในสหรัฐฯ ขับเคลื่อนการเติบโต Power+ รับดีมานด์ไฟฟ้า ขยายโอกาสสร้างรายได้ในตลาดไฟฟ้าเสรี COD ไตรมาส 4/70
การลงทุนครั้งนี้ช่วยเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐฯ ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การกักเก็บ ไปจนถึงการซื้อขายไฟฟ้า เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดไฟฟ้าที่กำลังก้าวสู่ภูมิทัศน์พลังงานยุคใหม่อย่างรวดเร็ว โมเดลสร้างรายได้ที่หลากหลาย เช่น ซื้อไฟช่วงราคาต่ำ–ขายช่วงราคาสูง (Energy Arbitrage) และบริการเสริมที่สนับสนุนเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้า (Ancillary Services) รวมถึงต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Energy Trading เพื่อความยืดหยุ่นในการสร้างรายได้ที่มั่นคง พร้อมเปิดโอกาสทางธุรกิจในอนาคต ทั้งการให้บริการแก่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) และธุรกิจเชิงพาณิชย์
บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ผู้ผลิตพลังงานระดับสากล เดินหน้าขยายพอร์ตการลงทุนในสหรัฐฯ ด้วยการเข้าลงทุนในโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เมกะเมาท์ (Megamouth Battery Energy Storage System: BESS) ผ่านบริษัทลูก Banpu Power US Corporation (BPPUS) มูลค่าประมาณ 90 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (เทียบเท่า 2,799 ล้านบาท) ตั้งอยู่ที่เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส (Houston, Texas) ซึ่งเป็นตลาด BESS ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 และเติบโตเร็วที่สุดของสหรัฐฯ
โครงการนี้ มีขนาดกำลังไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของ CenterPoint Energy ผู้ให้บริการระบบสายส่งหลักในเมืองฮิวสตัน ทั้งนี้ ระบบกักเก็บพลังงานดังกล่าวจะดำเนินการจำหน่ายและส่งไฟฟ้าในตลาดไฟฟ้าเสรี ERCOT ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยคาดว่าจะเริ่ม เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ในไตรมาส 4 ปี 2570
การลงทุนครั้งนี้เป็นการสนับสนุนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบภายใต้ ‘Power+’ (ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจหลักภายหลังการควบบริษัทกับบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) พร้อมเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐฯ ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การกักเก็บ ไปจนถึงการซื้อขายไฟฟ้า เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดไฟฟ้าที่กำลังก้าวสู่ภูมิทัศน์พลังงานยุคใหม่อย่างรวดเร็ว ตลาดไฟฟ้าเสรี ERCOT เป็นหนึ่งในตลาดไฟฟ้าที่มีการเติบโตของความต้องการไฟฟ้าสูงที่สุดในสหรัฐฯ โดยคาดว่า ความต้องการไฟฟ้าของสหรัฐฯ ในช่วงฤดูร้อน (เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม) อาจเพิ่มขึ้น 70% ภายในปี 2574 แตะระดับประมาณ 143 กิกะวัตต์ ท่ามกลางสภาพราคาพลังงานที่ผันผวนจากสภาพอากาศแปรปรวน และสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้การบริหารจัดการเสถียรภาพของระบบไฟฟ้ามีความซับซ้อนมากขึ้น
ขณะเดียวกันระบบไฟฟ้าใน ERCOT ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ที่มีแนวโน้มลดลง ประกอบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลจากภาคอุตสาหกรรมและศูนย์ข้อมูล รวมถึงการที่ ERCOT ยังไม่มีกลไกตลาด Capacity Market ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้มีไฟฟ้าสำรองเพียงพอในช่วงที่มีความต้องการสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ ERCOT เป็นหนึ่งในตลาดไฟฟ้าที่เผชิญความท้าทายด้านการจัดการระบบไฟฟ้าสูงกว่าหลายตลาดในสหรัฐฯ

นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BPP กล่าวว่า ตลาด ERCOT กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของระบบพลังงานสหรัฐฯ ทำให้ BESS กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาเสริมเสถียรภาพและความยืดหยุ่นให้กับโครงข่ายไฟฟ้า BPP เล็งเห็นโอกาสเชิงกลยุทธ์นี้จึงตัดสินใจเข้าลงทุนโครงการ BESS ในสหรัฐฯ เพื่อสร้างแหล่งรายได้ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดไฟฟ้าเสรี (Merchant Market)
พร้อมเปิดโอกาสในการให้บริการธุรกิจที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง เช่น ธุรกิจศูนย์ข้อมูลและธุรกิจเชิงพาณิชย์ รวมถึงต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการซื้อขายไฟฟ้าในสหรัฐฯ ผ่าน BPPUS ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการบริหารโครงการเพื่อความยืดหยุ่นในการสร้างรายได้ที่มั่นคง ตลอดจนการดูแลรักษาระบบให้เสถียร เตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่าพลังงานอย่างครบวงจรในอนาคต ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมความสามารถทางการแข่งขันของกลุ่มบ้านปูในตลาดพลังงานโลกอย่างมั่นคง
“การลงทุนในสินทรัพย์พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครั้งนี้ไม่เพียงสอดรับกับทิศทางความต้องการของพลังงานในอนาคต แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการขยายพอร์ตธุรกิจ BESS ภายใต้ธุรกิจ ‘Power+’ ของกลุ่มบ้านปู ที่พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวและตอบโจทย์เป้าหมาย Decarbonization ของบริษัท”
สำหรับโครงการ BESS นี้จะสร้างรายได้หลักจากโมเดลธุรกิจ Energy Arbitrage ซื้อไฟช่วงราคาต่ำ–ขายช่วงราคาสูง และ Ancillary Services บริการเสริมที่สนับสนุนเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้ารองรับสถานการณ์ความผันผวนของระบบไฟฟ้าใน ERCOT พร้อมทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์จาก Investment Tax Credit (ITC) ประมาณ 40% ของมูลค่าการลงทุน