![]()
CAAT สาธิตการบิน eVTOLขนคนและของ สะดวกรวดเร็ว จ่อชง ครม.เคาะกฎหมาย คาดเริ่มให้บริการจริงปี 69 มั่นใจจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทาง ดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนไทยเป็นฐานการผลิตโดรน และ eVTOL ของโลก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (C4AT) กล่าวภายหลังเป็นประธานในการสาธิตการบินอากาศยานไฟฟ้าขึ้นลงทางดิ่ง (eVTOL)ของบริษัท eHang เพื่อแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีการบินรูปแบบใหม่ เตรียมความพร้อมสู่ยุคการคมนาคมทางอากาศสมัยใหม่ว่าการทดสอบครั้งนี้ ได้มีการอนุญาตให้ทำการบินในลักษณะการทดสอบ ทดลอง (Experimental Flight)จากฝ่ายมาตรฐานอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ตามกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นการยืนยันความพร้อมของประเทศในการรองรับการปฏิบัติการบินรูปแบบใหม่ในอนาคต
พลอากาศเอก มนัท กล่าวว่า CAAT พร้อมเป็นทั้งผู้กำกับดูแลและผู้สนับสนุนเพื่อให้เทคโนโลยีการบินสมัยใหม่เกิดขึ้นได้จริงบนพื้นฐานของความปลอดภัยสูงสุด สอดคล้องกับเป้าหมายการเป็นAviation Hub ของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ CAAT อยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เสร็จแล้ว จากนั้นจะส่งเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณาอนุมัติ คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้จริงในปี 69 ส่วนค่าบริการนั้น CAAT จะทำหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลอัตราค่าโดยสาร โดยพิจารณาจากต้นทุนที่เหมาะสม มั่นใจว่าจะถูกกว่าการใช้งานอากาศยานในปัจจุบันแน่นอน
พลอากาศเอก มนัท กล่าวว่า การให้บริการในระยะแรกนั้นจะยังไม่เริ่มในเมืองเพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องได้ ดังนั้นคงจะเริ่มในพื้นที่นอกเมือง หรือพื้นที่ที่ประชาชนได้รับผลกระทบน้อย เช่น พื้นที่พัทยา จากแหลมบาลีฮายข้ามไปเกาะสีชัง หรือทางภาคใต้พื้นที่เกาะสมุยข้ามไปเกาะเต่า หรือเกาะพนัง พื้นที่ถูเก็ตข้ามไปป่าตอง เป็นต้น
พลอากาศเอก มนัท กล่าวว่า eVTOL ซึ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์ไฟฟ้านั้น ถูกออกแบบมาให้บินได้ในระดับความสูงต่ำ มีหลายใบพัดทำให้มีความปลอดภัยมากกว่าเฮลิคอปเตอร์ทั่วไป และใช้แบตเตอร์รี่ไม่ก่อสร้างเกิดมลภาวะในเขตเมือง ไม่ก่อให้เกิดเสียงดัง หรือมีกระแสอากาศอลวนเวลาที่ขึ้นลง อีกทั้งยังช่วยให้เกิดการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้อย่างสะดวกช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดได้
ขณะเดียวกันยังสามารถนำไปใช้กรณีที่เกิดอุบัติเหตุช่วยนำส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ที่สำคัญยังนำไปใช้ขนสินค้าหรือคนในพื้นที่สูงหรือพื้นที่ทุรกันดารได้ รวมทั้งสามารถใช้ขนส่งสินค้าและวัสดุที่มีน้ำหนักประมาณ 200 กิโลกรัมได้ และในอนาคตอาจขนส่งสินค้าที่มีขนาดน้ำหนักมากถึง 1 ตันได้ หากนำมาใช้อย่างจริงจังมั่นใจว่าจะช่วยลดระยะเวลาเดินทางได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเดินทางและการขนส่งสินค้าจากเดิมที่มีความยากลำบากให้สะดวกสบายมากขึ้น เป็นการสร้างการเดินทางรูปแบบใหม่ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น
ขณะเดียวกัน CAAT เห็นว่าควรมีการออกกฎระเบียบเกี่ยวกับตัวโดรนที่จะมาให้บริการเชิงพาณิชย์ในไทย โดยจะกำหนดว่าต้องมีการตั้งฐานการผลิตในไทย และฐานข้อมูลต่างๆต้องอยู่ในไทย เพื่อความปลอดภัยของประเทศ หากทำได้เชื่อว่าไทยจะเป็นฐานการผลิตโดรน และ eVTOL ของโลกได้
สำหรับอากาศยาน eVTOL รุ่นที่นำมาสาธิตเป็นยานยนต์อากาศยานไร้คนขับแบบผู้โดยสาร (Passengenge-grade UAV) จากบริษัท eHang มีคุณสมบัติ คือความเร็วสูงสุด (Maximum Design Speed) 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมงระยะปฏิบัติการบิน 30 กิโลเมตร และสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 2 ที่นั่ง ถือเป็นอีกหนึ่งตันแบบสำคัญของเทคโนโลยีAdvanced Air Mobility (AAM) ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมระบบขนส่งทางอากาศในอนาคต
ทั้งนี้การสาธิตดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญอีกขั้นในการแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการนำ eVTOL และระบบAdvanced Air Mobility เข้ามาใช้งานใประเทศไทย ทั้งในมิติของความปลอดภัย เทคโนโลยี และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อขับคลื่อนระบบการบินไทยสู่ธนาคตอย่างมั่นคงและยังยืน
อย่างไรก็ตามการสาธิตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือเพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น Aviation Hub ของภูมิภาค โดยปัจจุบัน CAAT อยู่ระหว่างการเตรียมการจัดงาน ICAO Advanced Air Mobility (AAM)Symposium 2026 ในประเทศไทย ซึ่งจะขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายนถึง 4 ธันวาคม 2569 เป็นเวทีระดับโลกในการแสดงศักยภาพ ความพร้อมด้านเทคโนโลยี และความมุ่งมั่นของไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินสมัยใหม่อย่างจริงจังจังจัง