GC งัดกลยุทธ์สร้างการเติบโตบทใหม่ช่วง 5ปี (2569-2573) ดันเพิ่มพอร์ตธุรกิจ Specialty

Loading

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน ความผันผวนของซัพพลายเชน เงินเฟ้อ และมาตรการทางการค้า สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงทางธุรกิจที่ยังไม่มีท่าทีที่จะยุติลงในระยะสั้น

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลของไทย ยังเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้ทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ควบคู่กับการวางรากฐานสำหรับการเติบโตระยะยาว โดยใช้จุดแข็งจากโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ ตลอดจนความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องในธุรกิจปิโตรเคมี พร้อมยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจหลักให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เป็นฐานสำคัญในการรับมือความไม่แน่นอน พร้อมเร่งต่อยอดธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) และ Green & Bio เพื่อสร้างพอร์ตธุรกิจที่มีมูลค่าสูง-คาร์บอนต่ำ และตอบรับทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินของ GC ในช่วงไตรมาส 3-4 ปี2569 คาดว่า การเติบโตจะไม่หวือหวา เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงมีความผัวผวน และอาจส่งผลต่อการปรับขึ้น-ลงของราคาน้ำมันที่จะมีผลต่อ อัตรากำไร-ขาดทุนจากการสต็อกน้ำมันของบริษัท อย่างไรก็ตามบริษัทจะต้องบริหารจัดการธุรกิจให้ร้อมรับมือกับปัจจันเสี่ยงต่างๆที่เข้ามากระทบ โดยคาดว่าสถานการณ์ธุรกิจในไตรมาส3-4 ปีนี้ ยังต้องจับตาสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลต้อต้นทุนวัตถุดิบ และต้องติดตามดูว่าโรงงานต่างๆจะกลับมาเดินเครื่องการผลิตได้ในระดับใด ซึ่งก็มีการคาดการณ์ว่าคงต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะกว่าจะกลับมาเดินเครื่องการผลิตได้เต็มประสิทธิภาพ ฉะนั้นผลการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะเป็นไปตามวัฏจักร

คาดว่าในช่วง 2 ปีจากนี้ บริษัทจะสามารถรักษาผลประกอบการไม่ให้ขาดทุนได้ หลังจากในช่วงที่ผ่านมาได้เตรียมองค์กรให้มีความยืดหยุ่น มองเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และลงมือสร้างความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความแข็งแกร่งจากภายในจะทำให้เราก้าวข้ามความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดย GC ได้วางรากฐานสำคัญ ทั้งโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ ความยืดหยุ่นของการใช้วัตถุดิบ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และความร่วมมือกับพันธมิตร มาโดยตลอด ซึ่งวันนี้ได้เชื่อมต่อเป็นภาพเดียวกัน และจะเป็นฐานสำคัญของการเติบโตบทใหม่ของ GC”

ส่วนกรณีที่ภาครัฐขอความร่วมมือให้โรงกลั่นฯในประเทศ นำรายได้ส่วนเกินเพื่อปรับลดขายปลีกน้ำมันดีเซลบรรเทาผลกระทบค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนนั้น ในส่วนของ GC พร้อมสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ โดยได้มีการส่งคืนเงินให้กับภาครัฐในอัตราเดียวกันกับโรงกลั่นฯอื่น ซึ่งในส่วนของ GC มีกำลังการผลิตน้ำมันดีเซล อยู่ประมาณ 500 ล้านลิตรต่อเดือน ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้สะท้อนต่อผลประกอบการของบริษัท แต่บริษัทก็ได้ปรับการบริหารจัดการธุรกิจให้อยู่ในภาวะสมดุลให้มากที่สุดเพื่อรับมือต่อผลกระทบต่างๆ

ขณะที่มาตรการรัฐ ยังคงงดการส่งออกน้ำมันดีเซลนั้น ทำให้บริษัทต้องลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในประเทศไม่ได้เติบโตขึ้นและยังปรับลงลงในบางช่วงเวลา ดังนั้นบริษัทจึงได้ปรับการผลิตไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นปิโตรเคมีมากขึ้น ซึ่งหกในอนาคตภาครัฐผ่อนผันให้ดกลับมาส่งออกได้ บริษัทก็พร้อมที่จะกลับไปเดินเครื่องการผลิตเต็มกำลัง 100%

ทั้งนี้ CG ได้วางกลยุทธ์เพื่อรองรับการเติบโตในช่วงปี 2569–2573 GC โดยมุ่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจปัจจุบันในทุกมิติ โดยตั้งเป้าปรับสมดุลพอร์ตระหว่างธุรกิจ Commodity และธุรกิจ Specialty จากสัดส่วนประมาณ 80:20 สู่ 70:30 ภายในปี 2573 เพื่อเพิ่มสัดส่วนธุรกิจมูลค่าสูง และสร้างพอร์ตที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ผ่านการขับเคลื่อนภายใต้ 4 กลุ่มธุริกจหลัก ดังนี้

1.ธุรกิจต้นน้ำและผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง ต่อยอดศักยภาพโรงกลั่นชีวภาพ และศึกษาการบูรณาการโรงกลั่นและปิโตรเคมี ต่อยอดสุ๋โรงกลั่นชีวภาพ เช่น SAF,Bio-Polymers,Bio-chemicals

2.ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจร่วมทุนกับ SCGC เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยหากการร่วมทุนเกิดขึ้น จะเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำในอาเซียน สนับสนุนความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ในประเทศและภูมิภาค ด้วยกำลังการผลิตระดับ Top 10 ของโลก ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปของการศึกษาดังกล่าวในช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2569

3.ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) ปลดล็อกศักยภาพของ allnex เพื่อเป็นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจ Specialty โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 allnex มีผลการดำเนินงานดีกว่าแผน สะท้อนความคืบหน้าของการดำเนินกลยุทธ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว และยังเดินหน้าขายการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent (SCA) ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งจะเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกนอกยุโรป

อีกทั้ง allnex ยังเดินหน้าขยายฐานการผลิตในเอเชียอย่างต่อเนื่อง ทั้ง China Hub ที่เมือง เจียซิง (Jiaxing) ประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิตและโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ allnex และมีผลการดำเนินงานเติบโตดีกว่าคาดการณ์ รวมถึง India Hub ที่เมืองมหัท (Mahad) ประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิต

4.ธุรกิจ Green & Bio ต่อยอดสู่เคมีภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty) ขับเคลื่อน Green & Bio จากฐานที่สั่งสมมากว่าทศวรรษ โดยปัจจุบัน ได้ต่อยอดเป็นการลงทุนและธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงในหลายด้าน อาทิ NatureWorks ซึ่งเพิ่งเปิดโรงงานผลิตไบโอพลาสติก PLA แบบครบวงจรแห่งใหม่ที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ เชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยกับเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง รวมถึง GGC และ Emery Oleochemicals ที่ต่อยอดองค์ความรู้เคมีภัณฑ์จากพืชสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และ ENVICCO ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงและเกรดสัมผัสอาหารรายแรกของประเทศไทย ที่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต

จากรากฐานดังกล่าว GC กำลังต่อยอดไปสู่โอกาสใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty) ผ่านนวัตกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เพื่อพัฒนา Sustainable Solutions ที่ตอบโจทย์ลูกค้า และยกระดับอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังดำเนินควบคู่กับ Holistic Optimization ที่จะขยายการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร (Company-wide Enhancement) และตั้งเป้าสร้าง EBITDA Uplift เพิ่มอีก 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ภายในปี 2573

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ธุรกิจที่เผชิญความผัวผวนในช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้เตรียมความพร้อมรับมือเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่าย โดยปี 2568 GC สามารถสร้างผลลัพธ์ได้กว่า 7,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายซึ่งตั้งไว้ที่ 5,500 ล้านบาท และในปี 2569 ได้ตั้งเป้าเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท โดยการดำเนินงานคืบหน้าตามแผนแล้ว 50% และมีการลดหนี้ลง 116,000 ล้านบาท สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งปัจจุบันมีหนี้อยู่ในระดับ 150,000 ล้านบาท โดยในปี 2570 มีหนี้ที่ครบกำหนดชำระกว่า 20,000 ล้านบาท แต่มีเงินสดอยู่กว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการชำระหนี้

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป GC เล็งเห็นศักยภาพของมาบตาพุดเป็นฐานสำคัญของการต่อยอดธุรกิจที่มีมูลค่าสูงสู่อนาคต ภายใต้กลยุทธ์ MTP Transformation ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายที่มีความพร้อม ประกอบกับฐานธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่เคมีภัณฑ์ทั่วไป เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ไปจนถึง Green & Bio ความพร้อมเหล่านี้เปิดโอกาสให้ GC เชื่อมโยงความสามารถกับเทคโนโลยีและพันธมิตรชั้นนำจาก ทั่วโลก รองรับความต้องการของตลาดปลายทาง และสร้างโอกาสให้ประเทศไทยมีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมเคมีแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2569 GC สามารถรักษาความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจ โดยมี Adjusted EBITDA 26,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 81 จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรก ปี 2569 มี Adjusted EBITDA 41,777 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 15,440 ล้านบาท