GGC จับตา กองทุนน้ำมันฯสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ 30 ก.ย.69

Loading

GGC หวังไตรมาส 3 ปี69 สถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ หนุนดีมานด์ไบโอดีเซล (B100) หนุนยอดขายและราคาทรงตัวระดับสูง พร้อมจับตากองทุนน้ำมันฯ สิ้นสุดมาตรการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ 30 ก.ย.นี้

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยในงาน GGC: Earnings Call (OPPDAY) Q2/2026 โดยระบุว่า แนวโน้มสถานการณ์ตลาดและธุรกิจในไตรมาส3ปี2569 ตลาดน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของกลุ่มธุรกิจเมทิลเอสเทอร์ (ME) หรือ B100 ความต้องการใช้จะยังแข็งแกร่ง จากสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดในปริมาณน้อยต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 โดยไตรมาส3 คาดว่าผลผลิตจะลดลง และส่งผลให้ราคา CPO ทรงตัวในระดับสูงต่อ

รวมถึงนโยบายรัฐบาลที่ปรับเพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซล(B100)ในน้ำมันดีเซล(B5) เป็นดีเซล(B7) ตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.2569 และจะสิ้นสุดลง 13 ก.ย.2569 จะสนับสนุนให้ความต้องการใช้ และราคาเพิ่มขึ้น อีกทั้งจากนโยบายสนับสนุนส่วนต่างราคา B20 ถูกกว่า B7 จำนวน 5 บาทต่อลิตร ให้กับกลุ่มรถบรรทุกยังสร้างแรงจูงใจในการใช้ B20 แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามดูว่า หลังครบกำหนดมาตรการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันฯเข้ามาอุดหนุนราคาไบโอดีเซลในวันที่ 30 ก.ย.2569 แล้ว ภารครัฐจะมีมาตรการอย่างไรต่อ

ส่วนธุรกิจเอทานอล ในไตรมาสที่ 3 คาดว่าความต้องการใช้จะเพิ่มขึ้นและอ่อนตัวลงได้ โดยราคายังอยู่ในระดับสูง 25 บาทต่อลิตร ตามปริมาณวัตถุดิบหลัก (feedstock) โดยยังคงต้องติดตามปัจจัยที่จะเข้ามากระทบ เช่น ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น มาตรการอุดหนุนราคาจากกองทุนน้ำมันฯที่จะครบกำหนด 30 ก.ย.นี้

ดานตลาดน้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบ (CPKO) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก (feedstock) ของธุรกิจแฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) คาดว่าสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญยังพยุงให้ราคา CPKO อยู่ในระดับสูง ขณะที่ความต้องการใช้ยังเติบโตดี

ขณะที่ตลาดกลุ่มธุรกิจกลีเซอรีน (RGL) คาดว่าความต้องการใช้ยังแข็งแกร่ง และกำลังการผลิตจะเติบโตตามการผลิต B100

“หากมาตรการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงชีวภาพจากกองทุนน้ำมันฯ สิ้นสุดลง 30 ก.ย.นี้ บริษัท ได้เตรียมทางออกรับมือไว้แล้ว โดยในส่วนของไบโอดีเซล จะหันไปสู่การผลิตสินค้าที่เป็นไบโอเคมิคอลมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ในแผนเข้ามารองรับไว้บางส่วนแล้ว ส่วนธุรกิจแฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) จะปรับสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงหรือสินค้าเกรดพรีเมียม (High-Value Products)”

อย่างไรก็ตาม การบริการจัดการวัตถุดิบนั้น บริษัทได้ดำเนินการจัดซื้อวัตถุดิบหลัก (feedstock) กับคู่ค้าระยะยาวไว้ในระดับ 70% เพื่อบริหารจัดการมาร์จิ้น ส่วนอีก 30% เป็นกาจัดซื้อในตลาดทั่วไป เพื่อลดความเสี่ยงผลกระทบด้านราคาและปริมาณวัตถุดิบ

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 และงวด 6 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีผลกำไรสุทธิ 351.16 ล้านบาท หรือกำไรสุทธิ 0.34 บาทต่อหุ้น พลิกจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 168.35 ล้านบาท หรือขาดทุนสุทธิ 0.16 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นประมาณ 308.59% เมื่อคำนวณจากฐานขาดทุนของปีก่อน โดย MD&A ของบริษัทซึ่งใช้ตัวเลขปัดเศษระบุการเปลี่ยนแปลงไว้ที่ 309%

การพลิกกลับมามีกำไรในไตรมาสนี้มีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้จากการขายที่ 5,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จาก 5,369 ล้านบาทในปีก่อน ณะที่ Product to Feed Margin เพิ่มขึ้น 22% มาอยู่ที่ 889 ล้านบาท ประกอบกับบริษัทพลิกรับรู้ Stock Gain และ NRV จำนวน 53 ล้านบาท จากปีก่อนที่มี Loss และ NRV จำนวน 35 ล้านบาท ส่งผลให้ EBITDA เพิ่มขึ้นเป็น 430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 255% จาก 121 ล้านบาท

ด้านธุรกิจหลัก กลุ่มผลิตภัณฑ์ เมทิลเอสเทอร์ (B100) มีรายได้จากการขายไตรมาส 2/2569 จำนวน 4,118 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากปีก่อน โดยราคาขายเมทิลเอสเทอร์เพิ่มขึ้น 20% ตามทิศทางราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ขณะที่ปริมาณขายเพิ่มขึ้น 18% หลังภาครัฐปรับสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลเกรดหลักจาก B5 เป็น B7 รวมถึงกำหนด B20 เป็นเกรดทางเลือก

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการผลิตลดลงเหลือ 125 ล้านบาท ลดลง 26% จากปีก่อน ตามแผนควบคุมงานซ่อมแซมและบำรุงรักษาโรงงาน ขณะที่บริษัทรับรู้ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์ 8 ล้านบาท จากการบริหารความเสี่ยงผ่านสัญญา Option และ Forward Contract เทียบกับปีก่อนที่ขาดทุนจากรายการดังกล่าว 31 ล้านบาท