IRPC เปิดแผนสร้าง New S-Curve เพิ่มมูลค่าธุรกิจอย่างยั่งยืน

ผู้ชมทั้งหมด 2,312 

เมื่อโลกแห่งอนาคตต้องเผชิญกับปัจจัยการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการลดภาวะโลกร้อน ตลอดจนการใช้ชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ผู้นำด้านธุรกิจปิโตรเคมี ชั้นนำของไทยและระดับเอเซีย ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ได้ประกาศปรับวิสัยทัศน์สู่การเป็นองค์กร “สร้างสรรค์นวัตกรรมการใช้วัสดุและพลังงาน เพื่อชีวิตที่ลงตัว (To Shape Material and Energy Solutions in Harmony with Life)” ที่มากกว่าการเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมี  และการกลั่นน้ำมัน สอดรับกับทิศทางของโลกในอนาคต พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคทุกรูปแบบ สร้างความยั่งยืน  และเกิดประโยชน์กับประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย(EBITDA) มากกว่า 20,000 ล้านบาท ในปี 2568

Oil refinery industrial plant at night

ไออาร์พีซี ตั้งงบลงทุนในช่วง 5 ปี (ปี2565-2569) อยู่ที่ 41,350 ล้านบาท โดยกำหนดกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ด้วยการพัฒนาและขยายธุรกิจที่มีความชำนาญไปยังห่วงโซ่คุณค่าใกล้เคียงของธุรกิจ และการแสวงหาธุรกิจใหม่ ๆ ได้แก่ การต่อยอดการเติบโตจากกลุ่มธุรกิจในปัจจุบัน การลงทุนในกลุ่มธุรกิจข้างเคียง และการสร้างธุรกิจใหม่

สำหรับการสร้างธุรกิจใหม่ (Step Out Business) จะเป็นแนวทางสำคัญที่ผลักดันการขับเคลื่อนธุรกิจให้บรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ใหม่ ซึ่งจะมุ่งเน้นธุรกิจใหม่ ใน 2 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การบ่มเพาะนวัตกรรมจากภายใน (Inside-out Innovation) หรือการทำ Corporate Startup เช่น การสร้างนวัตกรรมทางการเกษตร ซิงค์ออกไซด์นาโน (ZnO NANO) ที่พัฒนาต่อยอดมาจากซิงค์ออกไซด์ (ZnO) ที่ทำให้มีขนาดเล็กระดับอนุภาคนาโน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุอาหารเข้าสู่ส่วนต่างๆ   ของพืชได้ดียิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มผลิตผลทางการเกษตรและปลอดภัยต่อทั้งเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม

และ2. การแสวงหานวัตกรรมจากภายนอก (Outside-in Innovation) ผ่านการลงทุนร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Partner) และการลงทุนในธุรกิจเงินร่วมลงทุน หรือ Corporate Venture Capital (CVC) เพื่อแสวงหา Start up หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่

ชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC มองว่า การแสวงหาธุรกิจใหม่ ๆ ภายใต้การร่วมมือลงทุนกับพันธมิตรและการเข้าซื้อกิจการ (M&A) รวมถึงการสร้างธุรกิจใหม่ที่บริษัทยังไม่เคยดำเนินการนอกจากจะได้รับผลตอบแทนทางการเงินที่ดีและรวดเร็วแล้ว บริษัทฯ ยังได้องค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจ New S-Curve โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างทำดีล M&A จำนวน 2 ราย ซึ่งดีลแรกอยู่ระหว่างการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะทางธุรกิจ (ดิวดิลิเจนท์) คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในช่วงไตรมาส 1/65 และอีกดีล อยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดว่ายังต้องใช้เวลาพอสมควร

ทั้งนี้ ในปี 2565 บริษัทเตรียมงบลงทุน อยู่ที่ 20,692 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้ในโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นและคุณภาพน้ำมันดีเซล ยูโร 5 (UCF) คิดเป็น 30% หรือประมาณ 6 พันล้านบาท และสำหรับธุรกิจใหม่สัดส่วนกว่า 35-40% ทั้งการเข้าซื้อกิจการ(M&A) การร่วมลงทุน (JV) คาดว่าจะอยู่ที่ ประมาณ 8 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือใช้สำหรับการซ่อมบำรุงประจำปี

ส่วนการลงทุนในกลุ่มธุรกิจข้างเคียง (Adjacent Business) ได้แก่ โครงการผลิตเม็ดพลาสติก พีพี เกรด เมลต์โบลน (PP Melt blown) และการร่วมทุนจัดตั้ง บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด เพื่อผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอ (Non-woven Fabric) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำคัญสำหรับผ้าชั้นกรองหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 ชุดกาวน์ และแผ่นกรองอากาศ เป็นต้น โดยตั้งเป้าหมายจะเป็นผู้ผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอครบวงจรรายแรกของประเทศไทย ที่พร้อมผลิตเชิงพาณิชย์ในเดือนธันวาคม 2564

นอกจากนี้ IRPC ยังได้ร่วมมือกับ ปตท.ในการศึกษาการผลิตถุงมือทางการแพทย์ โดยใช้ Nitrile Butadiene Latex (NBL) เป็นวัตถุดิบ ช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และยกระดับด้านสาธารณสุข วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ของประเทศไทย สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาธุรกิจ New S-Curve กลุ่ม Life Science ของกลุ่ม ปตท.

รวมถึง การจัดตั้ง “วชิรแล็บ” ห้องปฏิบัติการกลาง เพื่อตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ที่พร้อมเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2564 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศไทยให้เป็น Medical Hub ของอาเซียน

ขณะที่การต่อยอดการเติบโตจากกลุ่มธุรกิจในปัจจุบัน (Core Uplift) บริษัทฯ ยังเดินหน้าลงทุนโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดีเซลตามมาตรฐาน   ยูโร 5  (Ultra Clean Fuel Project: UCF) มูลค่า 1.33 หมื่นล้านบาท ตามนโยบายของภาครัฐ และจากแนวโน้มความต้องการ ที่สูงขึ้นของน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำ ทั้งภายในประเทศและภูมิภาคอาเซียน เพื่อลดปัญหามลภาวะฝุ่นละออง PM 2.5 คาดว่าจะสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2567 ตลอดจนการพัฒนาและการเพิ่มสัดส่วนการขายเม็ดพลาสติก ชนิดพิเศษ (Specialty) จาก 20%  ในปี 2564  เป็น 52% ในปี 2568 โดยบูรณาการกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มความเร็วในการเข้าตลาดและการตอบสนองต่อลูกค้า

IRPC ตระหนักถึงปัญหาโลกร้อน จึงมุ่งมั่นก้าวสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสู่องค์กร Net Zero Emission โดยวางเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ลง 20% ในปี 2573 โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพจากการใช้พลังงานแห่งอนาคต รวมทั้งพลังงานทางเลือก และพลังงานหมุนเวียน เช่น การขยายโครงการ Floating Solar และโครงการ Solar Farm ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง การพัฒนาวัสดุเคลือบแผง Solar Cell ลดความร้อน และส่วนประกอบอุปกรณ์เก็บพลังงานสำรองให้รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งการปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุค New Normal  ที่ให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อม จะเป็นการช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ IRPC สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในปี 2565 ไออาร์พีซี ประเมินว่า ทั้งธุรกิจปิโตรเลียมและธุรกิจปิโตรเคมีจะเติบโตขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2564 จากความต้องการใช้น้ำมันและปิโตรเคมีที่มีโอกาสเติบโตขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ คาดว่าในปี 2565 โรงกลั่นของไออาร์พีซีจะกลั่นอยู่ที่ระดับ 1.85-1.90 แสนบาร์เรลต่อวัน ใกล้เคียงกับปี 2564 แม้อาจมีกำหนดการที่จะปิดซ่อมบำรุงใหญ่โรงกลั่นตามแผน 5 ปีในไตรมาส 3-4 ขณะที่ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีคาดว่าจะยังปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสเปรดธุรกิจน้ำมันคาดว่าจะดีขึ้นเช่นกัน หลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลายและมีการเปิดประเทศมากขึ้น โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบปีนี้ จะอยู่ที่ระดับ 65-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และค่าการกลั่น (GIM) จะอยู่ที่ระดับ 13-14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล