MD GGC คนใหม่ กางแผนรุกลงทุน 3 พอร์ตธุรกิจ

ผู้ชมทั้งหมด 454 

“MD GGC” กางแผนขับเคลื่อนธุรกิจ 3 พอร์ตหลัก ดัน EBITDA ปี 2573 โต 2 เท่า แตะ 5,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2566 ทุ่ม 2,500 ล้านบาท รุกธุรกิจใหม่พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ลุ้นยอดขาย B100 โตขึ้นจากปีก่อน 30% หากรัฐขยับดีเซลสู่B10 คาดกลางปีนี้ สรุปพันธมิตรลงทุนเครื่องสำอาง หลังซุ่มเจรจาต่างชาติ 2-3 ราย พร้อมเร่งศึกษา 2 เทคโนโลยีผลิต “ไบโอเจ็ท” คาดชัดเจนในปีนี้  

นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ประกาศสานต่อวิสัยทัศน์ “เป็นผู้นำผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนพลังแห่งการสร้างสรรค์ เพื่อคุณค่าที่ยั่งยืน” ภายใต้กลยุทธ์ “The New Chapter of GGC to be the Sustainable Growth Business” สู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน มุ่งเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจปัจจุบัน และสร้างโอกาสทางธุรกิจ ด้วยแนวคิด “GGC DNA” ตั้งเป้าหมายผลักดันอัตรากำไรก่อนจะหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย, ภาษี, ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย(EBITDA) เติบโต 2 เท่า แตะระดับ 5,000 ล้านบาทในปี 2573 จากปี 2565 มี EBITDA อยู่ที่ประมาณ 1,700 ล้านบาท

โดยการเติบโตของ EBITDA ในระดับดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การดำเนินงานตาม 3 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อบรรลุเป้าหมายในระยะยาว ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 : ยุทธศาสตร์การยกระดับความสามารถในการแข่งขัน (Enhance Competitiveness) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Enhance Competitiveness) และสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อรองรับต่อสถานการณ์ที่กดดันต่อการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งการสร้างผลกำไรอย่างเต็มความสามารถ โดยมุ่งเน้น 1. การบริหารจัดการต้นทุน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันตลอดห่วงโซ่อุปทานและสร้างการ Integrate ในมาบตาพุด (Supply Chain Management & MTP Integration) 2. การสร้างความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติการ (Operational Excellence) และ 3. การสร้างความแข็งแกร่งทางการตลาดและการต่อยอดผลิตภัณฑ์ไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (Strengthen Home Base Market & Transform to High Value Business) ยกระดับการผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศสู่มาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (Roundtable on Sustainable Palm Oil : RSPO) และต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่มีมูลค่าสูงขึ้น (High Value Product : HVP)

ยุทธศาสตร์ที่ 2 : ยุทธศาสตร์การเติบโตในธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (Growth Portfolio) การมุ่งเน้นสร้างการเติบโตผ่านการลงทุนต่อยอดในธุรกิจเดิมของบริษัทฯ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพใน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1. ธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel Business) โดยจะโฟกัสไปที่การผลิต “ไบโอเจ็ท” ซึ่งปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน 2 เทคโนโลยี ทั้งการผลิตจากเอทานอล และการผลิตจากน้ำมันพืชใช้แล้ว คาดว่า จะมีความชัดเจนในการตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีได้ภายในปีนี้  2. ธุรกิจเคมีชีวภาพ (Biochemical Business) และ 3. ธุรกิจส่วนประกอบอาหารและโภชนเภสัช (Food ingredient & Nutraceutical Business) ซึ่งจะเป็นในลักษณะของอาหารเสริมและเครื่องสำอาง โดยคาดว่า ในส่วนของเครื่องสำอางจะเห็นความชัดเจนได้ก่อนอีกทั้งบริษัทยังจะเปิดโอกาสและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีความสามารถทางด้านตลาดเข้ามาร่วมลงทุนด้วย

และ ยุทธศาสตร์ที่ 3 : ยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability Development) เพื่อการเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการอย่างยั่งยืน (Sustainable Company) และเน้นย้ำถึงบทบาทความ “เป็นผู้นำผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนพลังแห่งการสร้างสรรค์ เพื่อคุณค่าที่ยั่งยืน” บริษัทฯ ได้ยึดถือกรอบการดำเนินงานตามแนวคิดการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน (ESG) ครอบคลุมการดำเนินงาน 3 มิติ ได้แก่1) ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) 2) ด้านสังคม (Social) และ3) ด้านการกำกับดูแล (Governance) โดยตั้งเป้าหมายว่า ปีนี้จะยื่นขอคัดเลือกเป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืน DJSI

ปัจจัยที่ทำให้ EBITDA เติบโตขึ้นจะมาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น รวมทั้งจะโฟกัสธุรกิจปลายน้ำในกลุ่มโอลีโอเคมีคอลจากการขยายพอร์ตลงทุนใน 3 ธุรกิจ และการที่มีพันธมิตรร่วมลงทุนที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยหนุนมาร์จิ้นให้กับบริษัทในอนาคต”

สำหรับทิศทางการลงทุนในปี 2566 ยังมีความท้าทายและปัจจัยภายนอกหลายประการ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือ โดยบริษัทได้จัดเตรียมงบลงทุนประมาณ 2,500 ล้านบาท แบ่งเป็น 500 ล้านบาทสำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และอีก 2,000 ล้านบาทสำหรับรองรับการลงทุนโครงการใหม่ๆที่จะเป็นในส่วนของการลงทุนธุรกิจใหม่ เช่น กลุ่มธุรกิจส่วนประกอบอาหารและโภชนเภสัช ซึ่งปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรต่างชาติ 2-3 ราย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตเครื่องสำอาง คาดว่า จะสรุปพันธมิตรได้ในช่วงกลางปีนี้

ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินในปีนี้ คาดว่า รายได้จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2565 ที่มีรายได้ รวมอยู่ที่ 25,084 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 953 ล้านบาท แม้ว่ายอดขายเมทิลเอสเทอร์ หรือ B100 จะเพิ่มขึ้น 20-30% จากปีก่อน หากรัฐส่งเสริมสัดส่วนการผสม B100 ในน้ำมันดีเซล เป็น B10 แต่ยอดขายในส่วนของแฟตตี้แอลกอฮอล์ น่าจะใกล้เคียงกับปีก่อนเพราะเป็นระดับที่เต็มกำลังการผลิตแล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังมีแรงกดดันด้านราคาขายผลิตภัณฑ์ จากซัพพลายใหม่ที่เข้ามาในตลาด จึงยากที่ยอดขายปีนี้จะทำสถิติใหม่(นิวไฮ) แต่จะพยายามรักษาผลการดำเนินงานไม่ให้ด้อยกว่าปีที่ผ่านมา

ส่วนความคืบหน้าโครงการโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (NBC) ระยะ 2 ปัจจุบัน อยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง น้ำ ไฟฟ้า และจัดเตรียมวัตถุดิบเพื่อป้อนให้กับทางบริษัท NatureWorks ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพรายใหญ่ในสหรัฐฯ คาดว่า จะก่อสร้างจะแล้วเสร็จ ปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการและรับรู้รายได้ภายในปี 2567

ทั้งนี้แนวคิด GGC DNA” ประกอบด้วย G : Great in Green Business ดำเนินธุรกิจอย่างสร้างสรรค์ เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตรของประเทศไทย เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่พร้อมคำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียในทุกมิติ G : Growth in BCG มุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมระดับโลก ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้มีความหลากหลายและขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และ C : Compliance in ESGs  ให้ความสำคัญในการกำกับดูแลการปฏิบัติงานที่เป็นไปตามกฏหมาย กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และ ยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นเสาหลักในการประกอบธุรกิจ