![]()
NEW SKY เล็งเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 70 พร้อมเตรียม COD ขยะหนองแขม2-อ่อนนุช พ.ค.69 หลังมีความคืบหน้า 90% คาด 8 ปีคืนทุน IRR 13% หนุนรายได้รวมแตะ 2,300 ล้านบาท
นายเหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า มีแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสลัดภาพลักษณ์บริษัทเอกชนสัญชาติจีนสู่การเป็น “บริษัทมหาชน” ซึ่งจะช่วยในการกระจายความเสี่ยงและนำเงินทุนไปคืนหนี้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ย โดยปัจจุบันมีการลงนาม MOU ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)เพื่อศึกษาการถือหุ้นร่วมกัน อย่างไรก็ตามรายละเอียดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นยังไม่สรุป ซึ่งทางกฟน.จะต้องเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนเนื่องจากเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

ทั้งนี้การดำเนินการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้นอาจจะดำเนินการในลักษณะการทำ Backdoor Listing โดยควบรวมกิจการกับบริษัทจดทะเบียนเดิมที่มีอยู่แล้วในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้สามารถซื้อขายหุ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการ IPO เต็มรูปแบบ คาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ในปี 2570 ซึ่งบริษัทมั่นใจว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ
นายเหอ หนิง กล่าวว่า บริษัทฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมราว 70 เมกะวัตต์ มั่นใจว่ามีศักยภาพเพียงพอต่อการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เนื่องจากมีผลการดำเนินงานที่นิ่งทั้งรายได้ และกำไรไม่เคยมีปัญหาอะไรเป็นไปตามเป้าหมายทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่ากำจัดขยะ รายได้จากการผลิตไฟฟ้าก็เดินตามสัญญา นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาลและงานด้าน CSR จนได้รับรางวัลทั้งในระดับประเทศและระดับเอเชีย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
“มีบางบริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าแค่ขนาด 12 เมกะวัตต์ยังเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เลย ของผมเกือบ 70 เมกกะวัตต์ทำไมจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้ มั่นใจว่ามีศักยเพียงพอที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะรายได้ และกำไรในแต่ละปีนิ่งไม่เคยมีปัญหาอะไร การผลิตไฟฟ้าก็เดินตามสัญญา ขณะเดียวกันเราก็ไม่มีปัญหากับชุมชนที่อยู่รอบๆ เพียงแค่นี้คิดว่าก็สามารดึงดูดนักลงทุนได้”
นายเหอ หนิง กล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช และโครงการโรงไฟฟ้าขยะหนองแขม 2 นั้นใช้เงินลงทุนโครงการละประมาณ 6,000 ล้านบาท รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาท โดยแต่ละโรงมีขีดความสามารถในการกำจัดขยะสูงถึง 1,600 ตันต่อวัน ในขณะนี้การดำเนินการก่อสร้างทั้ง 2 โรงนั้นมีความคืบหน้ากว่า 90% คาดว่าจะเริ่มรับขยะเข้าสู่ระบบได้ในเดือนมีนาคม 2569 และพร้อมเดินเครื่องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 โดยทั้ง 2 โรงนั้นมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โรงละ 30 เมกะวัตต์ รวม 60 เมกะวัตต์
โดยโรงไฟฟ้าอ่อนนุช และหนองแขม 2 ได้รับอัตราค่าไฟฟ้าแบบรับซื้อคืน หรือ Feed-in Tariff (FiT) โรงละ 3.66 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี และมีค่ากำจัดขยะ (Tipping Fee) โครงการอ่อนนุชอยู่ที่ 789 บาทต่อตัน และหนองแขม 2 อยู่ที่ 775 บาทต่อตัน สัญญา 20 ปี คาดว่าจะทำให้บริษัทฯ มีรายได้ 1,000 บาทต่อปี อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) อยู่ที่ 13% และคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 8 ปีในการคืนทุน และเมื่อรวมกับโครงการหนองแขม 1 ที่ดำเนินการ COD มาตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งมีค่ากำจัดขยะ 970 ตันต่อวัน ราคาค่าไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้รวมเมื่อเปิดดำเนินการครบทั้ง 3 แห่งประมาณ 2,300 ล้านบาทต่อปี
สำหรับแผนขยายการลงทุนในประเทศไทยนั้น นายเหอ หนิง กล่าวว่า แม้จะมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและเงินทุน แต่ในขณะนี้ยังไม่มีแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทย เนื่องจากต้องรอความชัดเจนด้านนโยบายภาครัฐ ทั้งในเรื่องโควตาไฟฟ้าใหม่ และความชัดเจนทางกฎหมายเกี่ยวกับ คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปว่าสิทธิประโยชน์ดังกล่าวควรเป็นของภาครัฐหรือเอกชน
นายเหอ หนิง กล่าวถึงปัญหาการจัดการขยะของไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีอุปสรรคสำคัญคือการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นที่มากเกินไปทำให้การบริหารจัดการงบประมาณและโครงการกำจัดขยะขาดเอกภาพและแตกกระจาย จึงเสนอว่ารัฐบาลควรมี “เจ้าภาพ” หลักในการบริหารจัดการขยะ เช่น กระทรวงมหาดไทย เพื่อรวมศูนย์อำนาจและการบริหารจัดการให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด