OR คาดปริมาณการใช้น้ำมันQ4/69 โตรับไฮซีซั่น

Loading

OR คาดปริมาณการใช้น้ำมันQ4/69 โตรับไฮซีซั่น หวังราคาน้ำมันโลกปรับลดลด หนุนยอดใช้ปี2570 ลั่นอยู่ระหว่างเจรจาโรงกลั่นฯ ปรับลดต้นทุนน้ำมันหลังรัฐ ตัดต้นทุนทิพย์ออกจากโครงสร้างราคาฯ เผยธุรกิจในกัมพูชา ยังอยู่ในกระบวนการตัดสินใจ “ไปต่อ หรือ ยกเลิกกิจการ”

นายนิสิต พงษ์วุฒิประพันธ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธองค์กรบริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ประเมินว่า ความต้องการใช้น้ำมันของไทยในไตรมาส 4 ปี 2569 คาดว่าจะเติบโตขึ้นจากไตรมาส 3 เนื่องจากช่วงไตรมาส 4 และ ไตรมาส 1 ของทุกปี จะเป็นช่วงไฮซีซั่นที่มีการเดินทางท่องเที่ยวรับเทศกาลปลายปีและต้นปีเป็นจำนวนมาก

ส่วนแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันปี 2570 ยังขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันโลก ซึ่งหากราคาน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติที่ประมาณ 60-70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ก็จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการใช้น้ำมันในปี 2570 

ทั้งนี้ จากการประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันของผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันในหลายประเทศมองว่า ราคาน้ำมันจะต้องปรับตัวลดลงแต่คงไม่ลดลงไปสู่ระดับต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามสหรัฐและอิหร่าน เบื้องต้นมองเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีที่ 1. ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงก่อนเกิดสงครามจนถึงเดือน ก.พ. 2570 โดยราคาจะอยู่ประมาณ 70-80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  กรณีที่ 2 มองว่าราคาน้ำมันจะทรงตัว (บวก-ลบ) ประมาณ 90 เหรียญสหรัฐฯ บาร์เรล และกรณีที่ 3 ราคาน้ำมันจะทรงตัวระดับปัจจุบัน 90-100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีภาระจากการชดเชยราคาน้ำมันผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปัจจุบันติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยที่ภาครัฐต้องบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลทั้งการลดภาระราคาขายปลีกน้ำมันให้กับผู้บริโภคควบคู่กับการดูแลสภาพคล่องของกองทุนฯ โดยปัจจุบันกองทุนฯ ยังติดหนี้ OR เกือบ 2 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ได้กระทบต่อสภาพคล่องโดยรวมแต่ก็มีภาระดอกเบี้ยที่ต้องชำระ 

“กรณีที่กระทรวงพลังงานปรับโครงสร้างราคาน้ำมันโดยตัดต้นทุนทิพย์ออก เบื้องต้นมีผลกระทบต่อผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับโรงกลั่นฯ เพื่อปรับลดต้นทุนจัดซื้อน้ำมันให้สะท้อนกับสูตรโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่”

สำหรับความคืบหน้าการดำเนินธุรกิจในกัมพูชา OR ยังอยู่ในกระบวนการตัดสินใจว่าจะยกเลิกกิจการ หรือดำเนินธุรกิจต่อไป หลังจากยอดขายน้ำมันค้าปลีกผ่านสถานีบริการ PTT Stations ในกัมพูชา ลดลงอย่างรุนแรง หรือหายไปราว 70% ขณะที่คาเฟ่อเมซอน ยอดขายก็หายไป 70% เช่นกัน จากเดิมมีปั๊มอยู่ประมาณ 200 แห่ง ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 100 แห่ง ซึ่งเป็นผลจากดีลเลอร์ท้องถิ่นทยอยเปลี่ยนแบรนด์ 

“การจะตัดสินใจว่าจะยกเลิกกิจการหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความคุ้มค่าในการขายกิจการ ขณะที่หากตัดสินใจจะดำเนินธุรกิจต่อหรือไม่ จะต้องมีแนวทางรองรับเพื่อไม่ให้เกิดการขาดทุน”