OR คาดผลการดำเนินงานQ1/66 โตขึ้นทั้งปริมาณการขายและมาร์จิ้น

ผู้ชมทั้งหมด 569 

OR คาดปี 2566 ปริมาณการขายปี 2566 เติบโตขึ้นจากปี 65 รับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวฟื้น ขณะที่ไตรมาส 1 ปีนี้ ดีกว่าไตรมาส4 ปี65 ทั้งวอลุ่มและมาร์จิ้น พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนตามแผน 5ปี วงเงิน 101.5 แสนล้านบาท ส่วนปี 2566 ตั้งงบ 3.1 หมื่นล้านบาท เร่งเครื่องธุรกิจ Lifestyle แย้มจ่อปิดดีล M&A เพิ่ม  

นางสาววิไลวรรณ กาญจนกันติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านบริหารการเงิน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) OR เปิดเผยในงาน Oppday Year End 2022 บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) OR เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2566 โดยระบุว่า แนวโน้มภาพรวมการดำเนินธุรกิจของ OR ในปี 2566 คาดว่า ผลการดำเนินงานจะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 4ปี 2565 และเทียบกับทั้งปี 2565 ก็จะเติบโตขึ้น เนื่องจากภาคการบริโภคเริ่มกลับมา ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลดีต่อปริมาณการขายในปีนี้เติบโตขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อน

ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปีนี้ ก็คาดว่า จะเติบโตขึ้นจากไตรมารส 4 ปีที่ผ่านมา เพราะมาร์จิ้นจากการขายน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติที่ระดับ 0.70-1.30 บาทต่อลิตร รรวมถึงในแง่ของปริมาณการขายก็เติบโตขึ้นด้วย โดย OR ยังเดินหน้าขยายการลงในธุรกิจ Lifestyle ต่อเนื่อง ทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ซึ่งจะเน้นพื้นที่ตั้งที่มีศักยภาพ รวมถึง หาโอกาสเพิ่มแบรนด์ใหม่ๆเข้าสู่ร้านค้าปลีก ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ OR ไม่มีแผนกู้เงินเพิ่ม หลังจากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาต้องมีการกู้เงินเพื่อมาเสริมสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากภาครัฐมีเหตุที่ต้องติดค้างเงินจากกองทุนน้ำมันฯ ที่ต้องจ่ายให้กับOR จึงต้องมีการกู้เงินมาเสริมสภาพคล่องชั่วคราว แต่ปัจจุบัน ภาครัฐได้ทยอยจ่ายเงินเข้ามาแล้ว ก็ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนก็จะไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินเข้ามาเพิ่มในปีนี้ ขณะเดียวกันที่ผ่านมา OR ก็มีการคืนเงินกู้บางส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปบ้างแล้วประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เมื่อปีที่ผ่านมา

นางสาวปิติรัตน์ รัตนโชติ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) OR กล่าวว่า OR ได้ตั้งงบตามแผนลงทุน 5 ปี (ปี2566-2570) อยู่ที่ 101,500 ล้านบาท โดยจะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจ Lifestyle สัดส่วน 33.3% เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มี EBITDA margin ค่อนข้างสูง ขณะที่ธุรกิจ Mobility ก็ยังเป็นธุรกิจหลักและยังคงรักษาระดับการลงทุนไว้ที่ 30.9% ส่วนธุรกิจ Global อยู่ที่ 16.2% และธุรกิจ Innovation อยู่ที่ 19.6%

โดยในปี 2566 OR ตั้งงบลงทุนอยู่ที่ ประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งโดยหลักจะเน้น 45% อยู่ที่ ธุรกิจ Lifestyle ประมาณ 14,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ ประมาณ 7,000 ล้านบาท จะใช้สำหรับหาโอกาสทางเลือกใหม่ๆให้กับธุรกิจทั้งในรูปแบบของพันธมิตรร่วมลงทุน และการเข้าซื้อกิจการหรือควบรวม(M&A) และอีก 7,000 ล้านบาท จะใช้สำหรับขยายคาเฟ่ อเมซอน รวมถึงร้านค้าเท็กซัส ชิคเก้น และอื่นๆ

ส่วนธุรกิจ Mobility ที่ยังมีความสำคัญในการทำกำไรให้กับOR ในสัดส่วนสูงนั้น ได้เตรียมงบลงทุนไว้ 6,800 ล้านบาท โดยหลักๆ จะใช้สำหรับขยายสถานีบริการ EV Station PluZ เพื่อให้รักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจEV

ขณะที่ธุรกิจ Innovation ได้ตั้งงบไว้ 5,000 ล้านบาท โดยประมาณ 4,000 ล้านบาท จะเก็บไว้สำหรับรองรับการลงทุนที่เป็นทางเลือกใหม่ๆ และเงินลงทุนที่เหลือจะใช้สำหรับดูเทคโนโลยี หรือ แพลตฟอร์มใหม่ๆที่จะมาซัพพอร์ตธุรกิจหลักของOR

ทั้งนี้ แผนขยายการลงทุนในปีนี้ ในส่วนของธุรกิจ Mobility มีแผนจะขยายพีทีที สเตชั่น อยู่ที่ 122 สาขา รวมถึงกันเงินไว้สำหรับซ่อมบำรุงคลังต่างๆเพื่อให้มีระบบโลจีสติส์ที่ดี ตลอดจนขยายศูนย์บริการรถยนต์ฟิตออโต้ นอกจากนี้ จะขยายสถานีบริการ EV Station PluZ ในปีนี้ 500 แห่ง และปีต่อไปคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้น

ด้านธุรกิจ Lifestyle จะขยายคาเฟ่ อเมซอน ปีนี้ 400 สาขา และเท็กซัส ชิคเก้น ขยาย 12 สาขา และก็มีเงินบางส่วนสำหรับทำดีล M&A ส่วนธุรกิจ Global ก็พยายามจะขยายคาเฟ่ อเมซอน และพีทีที สเตชั่น ไปยังประเทศที่มีฐานการลงทุนอยู่แล้ว

นางสาวปิติรัตน์ กล่าวอีกว่าทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม แม้ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่เศรษฐกิจไทย ยังมีทิศทางการเติบโตที่ระดับ 2.7-3.7% ซึ่งจะส่งผลดีต่อปริมาณการขายของOR ขณะที่นักท่องเที่ยวในปีนี้คาดว่า จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 28 ล้านคน โดยเฉพาะการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีน จะส่งผลดีต่อยอดขายธุรกิจ Mobility และทำให้ยอดการใช้น้ำมันเครื่องบิน(Jet) เพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ มีแนวโน้มลดลง คาดว่าช่วงครึ่งปีหลังจะเหลือระดับ 2-3% แต่ก็ยังเป็นระดับที่สูงอยู่ ขณะเดียวกันยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากปัญหารัสเซีย -ยูเครน ที่ยังไม่สิ้นสุดลงว่าจะกลับมาส่งผลให้ต้นทุนราคาน้ำมันเกิดความผันผวนหรือไม่ รวมถึงภาวะค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหลังการส่งสัญญาณเตรียมยุบสภาก็จะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อภาคธุรกิจบ้าง

อย่างไรก็ตาม OR คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 80-87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็ถือว่าเป็นระดับที่มีสเถียรภาพ ขณะที่ค่าเงินยังมีแนวโน้มแข็งค่าตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์