OR ปั้น Green Logistics ผ่าน TPN ลดต้นทุนขนส่ง เสริมความมั่นคงพลังงานไทย

Loading

OR เดินเกมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ปรับยุทธศาสตร์โลจิสติกส์น้ำมันภาคอีสาน มุ่งลดต้นทุนขนส่งกว่า 20% ลดการพึ่งพารถบรรทุก เพิ่มประสิทธิภาพระบบท่อส่งน้ำมันระยะทาง 342 กิโลเมตร พร้อมดัน TPN พลิกทำกำไรภายในปี 2572 เปิดประตูส่งออกน้ำมันสู่ สปป.ลาว ต่อยอดโครงข่ายพลังงานระดับภูมิภาค

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และแรงกดดันด้านต้นทุนที่ผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันต้องเผชิญ การรักษาความสามารถในการแข่งขันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการบริหารต้นทุนตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ โดยเฉพาะต้นทุนการขนส่งและกระจายน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ผู้นำตลาดค้าปลีกน้ำมันของไทย จึงเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจ ด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์พลังงาน ภายใต้แนวคิด Green Logistics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุนระยะยาว และสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ Mobility โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีสัดส่วนความต้องการใช้พลังงานประมาณ 17% ของประเทศ สูงเป็นอันดับสอง และยังมีแนวโน้มขยายตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

หนึ่งในก้าวสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าว คือการเข้าลงทุนใน บริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (TPN) ผู้ให้บริการระบบขนส่งน้ำมันทางท่อและคลังน้ำมันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านบริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่ง OR ถือหุ้น 100% โดยเข้าซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมกลุ่มบริษัท บิ๊กแก๊ส เทคโนโลยี จำกัด และซื้อหุ้นเพิ่มทุน รวมมูลค่าธุรกรรมไม่เกิน 2,200 ล้านบาท

การทำธุรกรรมแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ส่งผลให้ Modulus ถือหุ้น TPN สัดส่วน 55.41% ขณะที่บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ถือหุ้น 44.59% นับเป็นการผนึกกำลังของสองพันธมิตรด้านพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ และสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว

ปรับเกมขนส่งน้ำมัน ลดต้นทุนกว่า 20% เพิ่มความสามารถแข่งขัน OR

นายนิสิต พงษ์วุฒิประพันธ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์องค์กร OR เปิดเผยว่า การลงทุนใน TPN จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ (Value Chain) โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ (Logistics Optimization) ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งน้ำมันได้มากกว่า 20% พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันและการกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ

ปัจจุบัน OR มีการขนส่งน้ำมันทางรถบรรทุกไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่น้อยกว่า 800 เที่ยวต่อเดือน การปรับมาใช้ระบบท่อส่งน้ำมันมากขึ้นจะช่วยลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนน ลดความแออัดและความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ตลอดจนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการขนส่งได้ประมาณ 6,500 ตันต่อปี

นอกจากนี้ การบริหารต้นทุนยังเป็นโจทย์สำคัญของธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน เนื่องจากผู้ประกอบการต้องบริหารค่าการตลาดที่มีกรอบอ้างอิงอยู่ในระดับประมาณ 2–2.40 บาทต่อลิตรในบางช่วง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่กำไรสุทธิ เพราะต้องครอบคลุมต้นทุนคลังน้ำมัน การขนส่ง สถานีบริการ บุคลากร และค่าใช้จ่ายดำเนินงานอื่น ๆ ดังนั้น การลดต้นทุนโลจิสติกส์จึงเป็นอีกเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาความสามารถในการแข่งขันของ OR ในระยะยาว

สำหรับปี 2570 OR มีแผนทยอยปรับลดบทบาทและปิดคลังน้ำมันบางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งผ่านระบบท่อของ TPN โดยมีแนวทางคงคลังน้ำมันหลักที่จังหวัดขอนแก่นและอุบลราชธานี ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของโครงสร้างพื้นฐาน ลดต้นทุนการขนส่งด้วยรถบรรทุก และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสต็อกน้ำมันในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน OR คาดว่าการลงทุนดังกล่าวจะสร้างโอกาสรับรู้ส่วนแบ่งกำไรในช่วง 2–5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มแหล่งผลตอบแทนจากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน นอกเหนือจากรายได้จากการจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการ

TPN ตั้งเป้าพลิกกำไรปี 2572 เพิ่มปริมาณขนส่ง-ขยายฐานลูกค้า

ในมุมของ TPN การมี OR เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มปริมาณน้ำมันผ่านระบบท่อ และยกระดับการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่ลงทุนไปแล้วให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด

โครงการระบบท่อขนส่งน้ำมันและคลังน้ำมันภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ TPN มีมูลค่าลงทุนรวมมากกว่า 10,000 ล้านบาท เริ่มจ่ายน้ำมันและรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 โดยระบบท่อเชื่อมต่อจากคลังน้ำมันสระบุรีของบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (Thappline) ไปยังคลังน้ำมันปลายทางที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น รวมระยะทางประมาณ 342–342.8 กิโลเมตร

แนวท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 16 นิ้ว พาดผ่านพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี ลพบุรี นครราชสีมา ชัยภูมิ และขอนแก่น ครอบคลุม 22 อำเภอ 70 ตำบล มีกำลังขนส่งเริ่มต้น 5,443 ล้านลิตรต่อปี และมีศักยภาพขยายเพิ่มเป็น 7,330 ล้านลิตรต่อปี ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

ส่วนคลังน้ำมันปลายทางขอนแก่นมีถังเก็บน้ำมันจำนวน 17 ถัง ความจุรวม 157 ล้านลิตร และยังสามารถขยายความจุเพิ่มเติมได้ตามความต้องการในอนาคต

นายณฐนน ฉัตรแก้ว กรรมการผู้จัดการ TPN เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่า ปริมาณน้ำมันที่ให้บริการในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านลิตร และเพิ่มขึ้นเป็น 1,600 ล้านลิตรในปี 2570 โดยปัจจุบันมีฐานลูกค้าครอบคลุม 13 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสานตอนบนและตอนกลาง และมีโอกาสขยายเครือข่ายลูกค้าเพิ่มเป็น 16 จังหวัดในอนาคต

ทั้งนี้ TPN คาดว่าจะสามารถเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์จากระบบท่อ (Utilization Rate) จากปัจจุบันประมาณ 28% เป็น 35% ในปี 2572 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทคาดว่าจะเริ่มเข้าสู่จุดคุ้มทุนและมีผลกำไรจากการดำเนินงาน

นอกจากนี้ OR ยังมอบแนวทางให้ TPN ศึกษาการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและต้นทุนการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว

เปิดประตูส่งออก สปป.ลาว ต่อยอดโครงข่ายพลังงานภูมิภาค

อีกหนึ่งโอกาสสำคัญจากการลงทุนครั้งนี้ คือการใช้ระบบท่อและคลังน้ำมันของ TPN เป็นฐานกระจายผลิตภัณฑ์น้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)

TPN และ OR เริ่มดำเนินการส่งออกน้ำมันผ่านระบบท่อและคลังน้ำมันขอนแก่นไปยัง สปป.ลาว ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2569 โดยลำเลียงน้ำมันผ่านระบบท่อเข้าสู่คลังขอนแก่น ก่อนส่งต่อทางรถบรรทุกไปยังประเทศปลายทาง

สำหรับปี 2569 คาดว่าจะมีปริมาณส่งออกประมาณ 2 ล้านลิตร และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 120 ล้านลิตรในปี 2570 ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้บริการระบบท่อ สร้างรายได้ให้ TPN และขยายโอกาสทางการตลาดให้ OR ควบคู่กัน

ขณะเดียวกัน ทั้งสองบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายระบบท่อส่งน้ำมันเชื่อมต่อไปยัง สปป.ลาวโดยตรง ซึ่งต้องพิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ผลตอบแทนการลงทุน ขนาดตลาด ความต้องการใช้น้ำมัน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกฎหมายและนโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ก่อนตัดสินใจลงทุน

ยกระดับความมั่นคงพลังงานไทย สร้างประโยชน์เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

สำหรับประเทศไทย ประโยชน์จากระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ แต่ยังช่วยเพิ่มทางเลือกในการกระจายน้ำมันไปยังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้การบริหารจัดการปริมาณน้ำมันมีความต่อเนื่อง ลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนเพียงช่องทางเดียว และสนับสนุนความมั่นคงด้านการจัดหาพลังงานในระดับภูมิภาค

ขณะเดียวกัน การลดจำนวนเที่ยวรถบรรทุกยังช่วยบรรเทาปัญหาจราจร ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับแนวทาง Green Logistics และการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ

นายนิสิต กล่าวว่า “การที่ OR ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไม่ใช่เพียงการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ แต่เป็นการสร้างประโยชน์ระยะยาวให้ประเทศมีความพร้อมด้านพลังงาน รองรับความไม่แน่นอนของโลกอนาคต และทำให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานได้อย่างมั่นคง ทั่วถึง”

การลงทุนใน TPN จึงสะท้อนทิศทางใหม่ของ OR ที่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่ระบบขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการจำหน่ายและส่งออกน้ำมัน ขณะที่ TPN ได้รับโอกาสเพิ่มปริมาณการใช้ระบบท่อและเร่งสร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุน ส่วนประเทศไทยได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการลงทุนระยะยาวยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเพิ่มปริมาณน้ำมันผ่านระบบท่อ การบริหารต้นทุน และการขยายฐานลูกค้าให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้วัดว่าโครงสร้างพื้นฐานแห่งนี้สามารถยกระดับจากเส้นทางขนส่งน้ำมันภายในประเทศ สู่การเป็นหนึ่งในโครงข่ายพลังงานสำคัญที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับภูมิภาคได้มากน้อยเพียงใด