OR มั่นใจ ผลประกอบการปี66 เติบโตขึ้นจากปี65

ผู้ชมทั้งหมด 1,618 

โออาร์ มั่นใจ ผลประกอบการปี 2566 เติบโตกว่าปี 2565 รับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว หนุนสายการบินเพิ่ม เป็นผลดีต่อธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ ลั่นสามารถรักษาค่าการตลาดเฉลี่ยไตรมาส 2 ได้ในระดับ 1 บาทหรือสูงกว่า เชื่อขาดทุนสต็อกน้ำมันน้อยลง คาดราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยปีนี้ จะอยู่ที่ระดับ 80-86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลุยขยายปั๊ม “พีทีที สเตชั่น” ให้ครบ 100 แห่งสิ้นปีนี้

นางสาววิไลวรรณ กาญจนกันติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านบริหารการเงิน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) OR เปิดเผยในงาน Oppday Q1/2023 บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) OR โดยระบุว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของ OR ทั้งปี 2566 เทียบกับปีที่ผ่านมา ผลประกอบการจะเติบโตเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทยังมีความกังวลและเฝ้าติดตามความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก เพราะจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของOR รวมถึงปัญหาสงครามความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ

ขณะที่ปัจจัยบวกต่อธุรกิจในครึ่งปีหลัง ยังคาดหวังว่าการเปิดประเทศจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ที่จะส่งผลให้สายการบินต่างๆเพิ่มเที่ยวบินมากขึ้นก็จะส่งผลดีต่อกลุ่มOR

ส่วนปัญหาการปรับขึ้นค่าแรงจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของOR อย่างไรนั้น  ในส่วนของค่าแรงจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจไม่มากก็น้อย แต่สำหรับOR โดยภาพรวมการจ้างานไม่ได้อยู่บนฐานของค่าแรงขั้นต่ำต่อวัน และธุรกิจที่เป็นOutlet ทางOR ดำเนินการเองในรูปแบบบริษัท เป็นผู้ลงทุนและเป็นเจ้าของเอง(COCO) ทั้งธุรกิจLifestyle และธุรกิจ Mobility สัดส่วน 20% ดังนั้นการขึ้นค่าแรงก็คงมีผลกระทบบ้าง แต่เชื่อว่ายังสามารถบริหารจัดการได้

นางสาวปิติรัตน์ รัตนโชติ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) OR กล่าวว่า แนวโน้มค่าการตลาดในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ คาดว่าจะยังอยู่ในกรอบที่ประเมินไว้ 0.70 – 1.30 บาทต่อลิตร แต่หากเทียบกับไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ก็เชื่อว่าจากทิศทางราคาน้ำมันดิบที่เป็นขาลง ก็คาดว่าจะสามารถรักษาค่าการตลาดไว้ที่ระดับ  1 บาทต่อลิตร หรือสูงกว่าไตรมาส1 ได้

รวมถึงในเรื่องของสต็อกน้ำมัน Gain/Loss นั้น ยังมีข้อกังวลในเรื่องความผันผวนของราคาน้ำมัน ถ้าเกิดราคาน้ำมันไม่ผันผวนมากจะเห็นว่าในช่วงไตรมาส1ที่ผ่านมา บริษัทสามารถรักษาสต็อกน้ำมัน Gain/Loss ให้อยู่ในระดับประมาณ 100 ล้านบาท แต่หากทิศทางราคาผันผวนมากและธุรกิจของOR จำเป็นจะต้องมีการสต็อกน้ำมันขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดอย่างไรก็ต้องเผชิญกับปัญหาสต็อกน้ำมัน Gain/Loss โดยหากดูทิศทางสต็อกน้ำมัน Gain/Lossในไตรมาส 2 ปีนี้ คาดว่าจะมีผลกระทบไม่มาก เนื่องจากราคาน้ำมันปรับขึ้น-ลงไม่รุนแรง

ส่วนแผนขยายสถานบริการน้ำมัน(ปั๊ม) “พีทีที สเตชั่น” ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะยังเป็นไปตามเป้าหมายที่จะเปิดปั๊มใหม่ให้ได้ 100 แห่งต่อปี ซึ่งไตรมาส 1 ยังดำเนินการได้น้อยตามซีซั่น ที่ปกติแล้วจะขยายได้มากในช่วงครึ่งปีหลัง โดยช่วงไตรมาส 1 สามารถเปิดปั๊มใหม่ได้ได้แล้ว 5 แห่ง ก็ยังเหลืออีก 95 แห่งที่จะต้องดำเนินการให้ครบตามแผน อย่างไรก็ตาม บริษัท ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการเปิดปั๊มใหม่ แต่จะเน้นเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการหรือเพิ่มมาร์จิ้นที่ดีมากขึ้น

สำหรับภาพรวมทิศทางธุรกิจในปี 2566 OR คาดว่า เศรษฐกิจไทย ยังมีทิศทางการฟื้นตัวที่ดี โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) คาดการ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ(GDP) ปีนี้ อยู่ในกรอบ 2.7-3.7% จากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเข้ามา 28 ล้านคน เป็นปัจจัยสนับสนุนภาคบริโภคของเอกชน เติบโต 3-4% ขณะที่การส่งออกเริ่มฟื้นตัว หลังหดตัวลงก่อนหน้านี้ โดยคาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะมีความชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อของไทย กลับมาอยู่ในกรอบเป้าหมายหลังผ่านจุดสูงสุดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ ปีนี้ อยู่ที่ระดับ 2.9% ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศที่มีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม OR คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยปีนี้ จะอยู่ที่ระดับ 80-86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่อัตราเงินบาท คาดว่า จะอยู่ในกรอบ 32-34 บาทต่อดอลลาร์ฯ