OR หวังผลงานครึ่งหลังปี69 ฟื้นตัว จ่อดันธุรกิจEV เพิ่มสัดส่วนกำไรใน Mobility

Loading

OR ลุ้น ผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี2569 ฟื้นตัว หลังผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ขณะที่วอลุ่มการขายน้ำมันปีนี้ ทรงตัวจากปี 2568 คาดราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 82-94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ชี้สงครามสหรัฐ-อิหร่านที่ยืดเยื้อยังเป็นปัจจัยเสี่ยง ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ช่วยหนุนกำลังซื้อ แย้มผู้บริหารเตรียมตัดสินใจไปต่อหรือถอนการลงทุนในกัมพูชา เร็วๆนี้

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐฯ” และ “อิหร่าน” ที่ยังยืดเยื้อ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของไทย ที่มีส่วนแบ่งการตลาด(มาร์เก็ตแชร์) เบอร์ สัดส่วน 41 % (ณ 30 ิ.ย.2569) เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะจะมีผลต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569

โดยจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) โลก ปี2569 จะอยู่ที่ 3.0% ลดลงจากปี 2568 อยู่ที่ระดับ 3.5% ขณะที่ GDP ไทยในปี 2569 ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ จะอยู่ที่ 2.3% และสำนักงานสภาพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) คาดว่า จะอยู่ที่ 2.2% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน โดยไตรมาส 2 ปี2569 GDPไทย อยู่ที่ 1.9% ถือว่าชะลอตัวลงอย่างมาก และอยู่ในอันดับรั้งท้ายประเทศในแถบอาเซียน ฉะนั้นผลกระทบที่มีต่อ OR คือเม็ดเงินจับจ่ายใช้สอยของประชาชนอาจมีมูลค่าลดลง จากการมีอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อำนวยการซื้อชะลอตัวจากรายได้ที่ลดลง ทำให้การจับจ่ายใช้สอยจะมีความระมัดระวังมากขึ้น ดังนั้น คาดการณ์ว่า ปริมาณการขายน้ำมัน(วอลุ่ม)ทั้งปี 2569 อาจเติบโตไม่มาก หรือ ทรงตัวจากปี 2568 ขณะที่ตลาดค้าปลีก มองว่ายังเติบโตต่อเนื่องและเติบโตสูงกว่าแผนที่วางไว้ ส่วนตลาดเชิงพาณิชย์ คาดว่าความต้องการใช้(ดีมานด์) อาจชะลอตัวจากซัพพลายที่มีมากและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ทำให้วอลุ่มในตลาดเชิงพาณิชย์อาจลดลง ส่งผลให้ภาพรวมวอลุ่มของ OR ทั้งปี อาจลดลงหรือ ทรงตัว 

Screenshot

ขณะที่การเติบโตในต่างประเทศ เช่น กัมพูชา ที่สถานการณ์ความขัดแย้งยังมีต่อเนื่อง ซึ่งผู้บริหารOR อยู่ระหว่างการพิจารณากลยุทธ์การลงทุนต่างๆในกัมพูชา คาดว่าจะมีความชัดเจนออกมาในเร็วๆนี้ 

ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น ภาคการท่องเที่ยวในปี2569 ตัวเลขคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยว อยู่ที่ 33 ล้านคนใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งยังต้องระมัดระวังต้นทุนของสายการบิน เนื่องจากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ทำให้สายการบินอาจต้องปรับลดจำนวนเที่ยวบินลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวจีน ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยน้อยลงจากผลกระทบเศรษฐกิจในจีนที่ชะลอตัว ก็อาจจะส่งผลให้วอลุ่มน้ำมันเครื่องบิน(Jet) อาจทรงตัว 

อย่างไรก็ตาม การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆของรัฐบาล ยังเป็นปัจจัยบวกที่สนับสนุนในเศรษฐกิจไทยคึกคักขึ้นในระยะสั้น ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ แต่ยังมีปัจจัยท้าทายจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่มีความผัวผวน จากสถานการณ์สงครามที่ยังมีอยู่ ทำให้ OR ต้องใช้ความระมัดระวังในการบริหารจัดการต้นทุนและสต็อกน้ำมันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และพิจารณาจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าไปจัดทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน(Hedging)โดยปี2569 OR ประมินกรอบราคาน้ำมัน อยู่ที่ระดับ 82-94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงขึ้นจากปี 2568 ที่อยู่ในระดับประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ปี2569 คาดว่า จะอยู่ที่ 32.7- 34.2 บาทต่อดอลลาร์ฯ

Screenshot

นางสาวปิติรัตน์ รัตนโชติ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ OR ระบุในงาน OR: Earnings Call (OPPDAY) Q2/2026 มองว่า แนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 3 ปี2569 จากผลกระทบสงครามที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นไปแตะระดับกว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทรงตัวระดับสูงในช่วงไตรมาส1-2 ของปี 2569 ทำให้ OR ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของไทย จำเป็นต้องสำรองน้ำมันเพื่อให้ลูกค้าของOR มีน้ำมันเพียงพอในการใช้ ฉะนั้นOR จึงมีผลกระทบจากการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) และ การบันทึกบัญชีมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV – Net Realizable Value) รวมในไตรมาส 2 ประมาณ 11,000 ล้านบาท ซึ่งเป็น Stock Loss ประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท และ NRV ประมาณ 2,300 ล้านบาท แต่หากไม่รวมผลกระทบตรงนี้ หรือพิจารณาเฉพาะอัตราค่าการตลาด (Marketing Margin) ยังอยู่ที่ระดับกว่า 1 บาทต่อลิตร 

ดังนั้น เมื่อดูสถานการณ์ในไตรมาส 3 แม้ราคาจะยังมีความผันผวนอยู่แต่ลดลง โดยช่วงเดือน ก.ค. ราคาขึ้น น่าจะส่งผลให้ผลการดำเนินงานในไตรมาส3 ของ OR กลับขึ้นมาสู่ระดับเกือบปกติจากไตรมาส 2ที่ผิดปกติ ส่วนการบริหารอินเวนทอรี่ (สินค้าคงคลัง) ในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ลดลงเกือบระดับปกติแล้ว ที่ทั้งปีจะอยู่ที่ระดับ 14 วัน แต่ในไตรมาส 2 อาจเกินมา 2-3 วัน ดังนั้นในไตรมาส 3 คาดว่า สถานการณ์ต่างๆจะปรับลดลงสู่ระดับปกติ ทั้ง Stock Loss ที่มีการระบายน้ำมันออกมามากขึ้น ทำให้ส่วนต่างที่อยู่ในถังเก็บกับราคาตลาดก็มีช่องว่างที่แคบลง ทำให้การสูญเสียสินค้าคงคลัง (Inventory Loss) จะน้อยลงมาก และในส่วนของ NRV อาจจะไม่เกินขึ้น เพราะส่วนต่างราคาลดลงมาก ดังนั้น สถานการณ์ในไตรมาส 2 น่าจะเป็นช่วงต่ำสุดของ OR และในช่วงครึ่งปีหลัง น่ารีคัฟเวอร์มาอย่างมาก 

ส่วนลูกหนี้เงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังคงค้างอยู่ ณ มิ.ย. 2569 ประมาณ 13,000-14,000 ล้านบาท โดยตั้งแต่เกิดสถานการณ์วิกฤตมาในไตรมาส 1 มีลูกหนี้เพิ่มขึ้นมากจากการที่ภาครัฐชดเชยราคา ก่อนที่จะมีการปล่อยลอยตัวราคาในภายหลัง แต่ในระหว่างทางก็ได้เงินคืนมาตลอดและเมื่อราคาน้ำมันปรับลดลง ทางกองทุนน้ำมันฯเริ่มมีเงิน ก็ทยอยจ่ายคืน ซึ่งโดยรวมได้เงินมาประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาทแล้ว ฉะนั้นหากเทียบเคียงราคาน้ำมันในไตรมาส 3 ที่ยังผันผวนอยู่แต่ไม่มากเท่าไตรมาส1-2 ประเมินว่า สถานการณ์ของลูกหนี้กองทุนฯจะลดลงเรื่อยๆ จนไม่น่ากังวลสำหรับOR

สำหรับอัตราค่าการตลาด (Marketing Margin)ในอนาคต หากไม่กลับไปสู่ระดับเดิม ทางOR ได้เตรียมแผนรับมือโดยหันไปให้ความสำคัญกับธุรกิจEV เพื่อมาทดแทนกับวอลุ่มน้ำมันที่จะหายไปในอนาคต ซึ่งธุรกิจEV หากย้อนกับไป 3 ปี ถือว่ามีการเติบโตขึ้นมาก แม้จะมีขนาดเล็กอยู่ โดยมองว่าอีกไม่นานธุรกิจEV จะเติบโตขึ้นมาแม้จะยังไม่เทียบเท่าธุรกิจน้ำมัน แต่ก็ต้องมีธุรกิจ Lifestyle เข้ามาช่วยด้วย โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจEV ภายใน 5-6 ปี มีสัดส่วน 10% ของกลุ่มธุรกิจ Mobility ซึ่งที่ผ่านมาได้ขยายการลงทุนต่อเนื่องและมีแต้มต่อในธุรกิจนี้อยู่มาก แม้ว่าธุรกิจนี้จะมีมาร์จิ้นไม่มาก แต่ก็จะเข้ามาช่วยลดผลกระทบจากวอลุ่มน้ำมันที่อาจบางลงในอนาคตได้ 

ส่วนกลุ่มธุรกิจ Lifestyle แม้ว่าจะมีสัดส่วนEBITDA ที่สูงแต่ยังมีสัดส่วนรายได้ที่น้อยอยู่นั้น OR ยังเดินหน้าสร้างการเติบโตโดยขยายสาขาคาเฟ่ อเมซอน อย่างต่อเนื่อง พร้อมอัดโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้า รวมถึงได้ร่วมมือกับ Minor Food ขยายสาขาร้านอาหาร 4 แบรนด์ชั้นนำ จะเปิดบริการผ่านเครือข่าย PTT Station และพื้นที่เชิงพาณิชย์ของ OR ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการขยายสาขามากกว่า 150 สาขาภายในปี 2573 ซึ่งตั้งเป้าหมายจะเพิ่ม EBITDA Marginระดับ 15% ได้ 

ทั้งนี้ ข้อมูล ณ 30 มิ.ย. ปี 2569 OR มีสถานีบริการ PTT Station ทั้งสิ้น 2,743 แห่ง แบ่งเป็นในประเทศไทยกว่า  2,425 แห่ง ในต่างประเทศ 318แห่ง มีร้านคาเฟ่ อเมซอน อยู่ที่ 5,078 แห่ง แบ่งเป็นในประเทศไทย 4,830 แห่ง ในต่างประเทศ 248 แห่ง มีสถานีชาร์จ EV Station PluZ จำนวน 1,353 แห่ง หรือ ติดตั้ง 2,979 หัวชาร์จ(DC) ครอบคลุม 77 จังหวัด และมีร้าน Convenience Store จำนวน 2,451 สาขา โดยมีกระแสเงินสด อยู่ที่ระดับ 32,566 ล้านบาท

Screenshot