OR ส่องนวัตกรรม “จีน” สู่การเปลี่ยนผ่าน “พลังงานยุคใหม่” ในไทย

Loading

“พลังงานสีเขียว” ไม่ใช่นโยบายภาครัฐที่ผลักดันเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นนโยบายที่ถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจังในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะ “จีน” เป็นหนึ่งในมหาอำนาจขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานเร็วที่สุดในโลก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการตั้งเป้าหมายลดปล่อยคาร์บอนสูงสุดก่อนปี 2030 และปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (ความเป็นกลางทางคาร์บอน) ภายในปี 2060

ปัจจุบัน จีน เป็นผู้นำโลกด้านกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนใหม่ มีสัดส่วนกว่า 40% ของกำลังการผลิตทั่วโลก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% ภายในปี 2030 โดยกลยุทธ์ที่สำคัญของจีน ได้แก่ การลงทุนมหาศาลในพลังงานลมและแสงอาทิตย์ การเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์พลังงานสะอาด และยานยนต์พลังงานใหม่รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า(EV) และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ EV และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (V2G) รวมถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียวผ่านนโยบายและมาตรการทางการเงิน

จีนไม่ได้มุ่งเน้นแค่ตลาดภายในประเทศ แต่ยังส่งเสริมและส่งออกผลิตภัณฑ์พลังงานสีเขียว รวมถึงการใช้โครงการ Belt and Road Initiative เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ

บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR บริษัทแกนนำของกลุ่ม ปตท. ที่ดำเนินธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก ครองมาร์เก็ตแชร์ตลาดน้ำมัน เบอร์ 1 ของไทย ด้วยสัดส่วนราว 36% ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน จึงได้นำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย เดินทางศึกษาดูงาน เมืองกวางโจว และเมืองซัวเถา ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 21-24 พ.ย.2568 เพื่อเข้าถึงต้นน้ำทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานยุคใหม่ของจีน

เริ่มจากการเยี่ยมชมบริษัทBaiyun Power Group บริษัทเอกชนชั้นนำของจีน โดนเด่นด้านอุปกรณ์ระบบไฟฟ้า (Electrical Equipment Solutions) ที่สนับสนุนระบบโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูง-แรงดันสูงของจีนมานานกว่า 30 ปีเชี่ยวชาญการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า

โดยนวัตกรรมที่สะดุดตาในทริปนี้ คือ  V2G  (Vehicle-to-Grid) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ให้รถไฟฟ้า (EV) สามารถ “ชาร์จเข้าแบตเตอรี่” ขณะเดียวกันสามารถส่งพลังงาน (ไฟฟ้า) จากแบตเตอรี่ของรถกลับไปที่โครงข่ายไฟฟ้า (grid) ได้เทคโนโลยีนี้ช่วยสร้างสมดุลพลังงานในระบบไฟฟ้า เช่น ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟสูง (peak) รถ EV ที่จอดและชาร์จอยู่สามารถดึงพลังงานกลับไปช่วยกริดได้ แต่ปัจจุบัน V2G ยังมีข้อจำกัดเชิงเทคนิคและโครงสร้างพื้นฐาน หลายด้าน เช่น ต้องเป็นรถที่ต้องรองรับมาตรฐาน Bidirectional Charging

อีกนวัตกรรม คือSmart Energy Solutions แบบครบวงจร อย่างลูกแก้วฉนวนไฟฟ้ารุ่นใหม่ (Glass Insulators) ผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้ไม่นำไฟฟ้า ลดการสูญเสียพลังงานบนสายส่ง ลดโอกาสเกิดไฟฟ้าลัดวงจรบนเสาส่งไฟฟ้า อายุใช้งานยาวกว่ารุ่นเก่า ไม่ต้องบำรุงรักษาบ่อย รวมทั้งวัสดุและกาวทนไฟมาตรฐานสูง (Fire-resistant Components) โดยใช้ในหม้อแปลงและจุดเชื่อมต่อสายไฟ มีชั้นฉนวนกันความร้อนเฉพาะทาง ลดความเสี่ยงความร้อนสะสม

Baiyun Power Group จึงถือเป็นองค์กรชั้นนำด้านโซลูชั่นระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาดของจีน ที่มีความแข็งแกร่งทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความพร้อมในการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของประเทศจีนอย่างครบวงจร

คณะสื่อมวลไทย ยังมีโอกาสได้เข้าศึกษาดูงาน Auto Guangzhon 2025 เป็นงานมหกรรมเทคโนโลยียานยนต์จัดปีละครั้ง ถือเป็นเวทีแสดงศักยภาพเทคโนโลยียานยนต์ของจีนต่อโลก และเป็นเวทีเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ (Launchpad for Breakthroughs)โดยรวบรวมบริษัททั้งจีนและต่างชาติ ตั้งแต่ Startup จนถึงค่ายใหญ่อย่าง BYD, Xpeng, Geely เป็นต้น

งานมหกรรมครั้งนี้ มีรถรุ่นเปิดตัวใหม่ 93 รุ่น รถจัดแสดงรวม 1,085 คัน โดยเป็นรถพลังงานใหม่ 629 คัน ซึ่งรุ่นที่โดดเด่นด้าน “ไฟฟ้า+อัจฉริยะ” ได้ถูกนำมาจัดแสดงอย่างเข้มข้น จนถึง การนำแสดง รถ Hongqi (หงฉี) รถหุ้มเกราะสั่งทำพิเศษของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” งานนี้สะท้อนพลังการผลิตรูปแบบใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนการปฏิบัติอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

สำหรับไฮไลต์ที่สื่อมวลไทย ได้รับชม คือ Xpeng Flying Car (AeroHT) เป็นโมเดล “Land Aircraft Carrier” หรือ รถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถบินได้ (eVTOL) แบบแยกส่วน (Modular) ซึ่งประกอบด้วยยานยนต์ภาคพื้นดิน (รถตู้/มินิแวน 6 ล้อ) ที่รองรับ 4-5 คน และโมดูลเครื่องบิน eVTOL (เครื่องบินไฟฟ้าที่สามารถขึ้น-ลงแบบตั้งฉาก) ซึ่งสามารถแยกออกจากตัวรถบกได้ และบินในโหมด low-altitude  เมื่อบินเสร็จ ตัว air module จะ “dock” กับ ground module อีกครั้ง — และลูกหมุน (propeller) สามารถพับเก็บได้เพื่อให้เข้ากับตัว ground module ได้ซึ่งสามารถสลับโหมดการทำงานได้อัตโนมัติ เทคโนโลยีนี้ มีเป้าหมายเพื่อการเดินทางที่รวดเร็ว ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดย Xpeng ประกาศเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2569 จำนวน 5,000 คัน และภายใน 2 ปีถัดไปจะเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 คัน ราคาไม่เกิน 2 ล้านหยวน หรือ ประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งมีผู้ประกอบการต่างชาติรายหลายให้ความสนใจสั่งซื้อแล้ว  

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับชม ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Driving Systems) บริษัทต่าง ๆ นำเสนอเทคโนโลยี เซนเซอร์ Lidar รุ่นล่าสุด ระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติที่พร้อมใช้งานจริงบนถนนเมืองจีน AI ที่เรียนรู้จากโครงสร้างถนนและพฤติกรรมขับขี่จีนโดยเฉพาะ

ตลอดจน แบตเตอรี่เจนใหม่ ชาร์จเร็วขึ้น ใช้นานขึ้น เช่น แบตเตอรี่โซเดียมไอออน (ต้นทุนต่ำกว่า) แบตเตอรี่ ultra-fast charging สำหรับ EV ขนาดใหญ่

ปิดท้ายด้วยการศึกษาดูงานบริษัท Huaneng Power International, Inc. (HPI) เป็นบริษัทหลักในเครือของ China Huaneng Group Co., Ltd. (CHNG) ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าผู้ผลิตไฟฟ้าหลักของรัฐ (Five Major Power Generation Groups) ของจีน และเป็นบริษัทที่ผลิตพลังงานสีเขียวหลากหลายรูปแบบที่สุด ครอบคลุมทั้งพลังงานความร้อน พลังน้ำ พลังลม พลังแสงอาทิตย์ พลังงานนิวเคลียร์ และชีวมวล ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่อันดับ 2 ของจีน และรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ด้วยสัดส่วนพลังงานสะอาดสูงถึง 49%

โดยไฮไลท์สำคัญที่ได้รับชม คือ Floating Solar Farm ที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลกวางตุ้ง ที่มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนผิวน้ำขนาดมหาศาล ทำงานร่วมกับระบบฟาร์มประมง ช่วยลดอุณหภูมิน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ลดการระเหยของน้ำเอื้อให้ชาวบ้านเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้งใต้แผงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างรายได้เสริม เป็นตัวอย่างของรูปแบบการพัฒนาที่เรียกว่า “Green Plus” ของจีน โดยปัจจุบัน จีนให้ความสำคัญกับ Green Plus Model “Green + X” แพร่หลายไปยังภาคส่วนต่าง ได้แก่ Green + Fishing , Green + Agriculture และ Green + Tourism เป็นต้น ซึ่งหมายความว่า โครงการพลังงานต้องสร้างประโยชน์เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ผลิตไฟฟ้า

นอกจากนี้ Huaneng ยังมีโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ EV และระบบพลังงานแบบบูรณาการ โดยลงทุนพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จEV รวมถึงเทคโนโลยี High-Power Fast Charging และโมเดลสถานี แบบผสมผสาน “Solar + Energy Storage + Charging” ซึ่งช่วยลดภาระของโครงข่ายไฟฟ้าหลัก เพิ่มเสถียรภาพ และทำให้การชาร์จ EV ใช้ “พลังงานเขียว” ได้จริง โดยระบบ EV Charger ของ Huaneng นั้น ทาง OR ยังสามารถหาโอกาสนำไปต่อยอดพัฒนาระบบ EV Charger ในไทยต่อไปได้

ทริปนี้คณะสื่อมวลชน ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับ (Dinner Reception) นายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกวางโจว โดยได้รับฟังการบรรยายภาพรวมพัฒนาการเศรษฐกิจของจีน ทำให้เข้าถึงบทบาทของเมืองกวางโจวในฐานะหัวใจเศรษฐกิจจีนตอนใต้ เมืองที่เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศและประตูนวัตกรรมที่เชื่อมจีนเข้ากับอาเซียนได้อย่างแน่นแฟ้น

โดยแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในยุค “High-quality Development” ได้เปลี่ยนจากการแข่งขัน “ด้านราคา” มาเป็นการแข่งขัน “ด้านคุณภาพ” เน้นประสิทธิภาพ เทคโนโลยี ความยั่งยืน และการผลิตอัจฉริยะ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน ฉบับที่ 15 ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2569-2573 โดยมุ่งเน้นไปที่การยกระดับคุณภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่าน 3 เสาหลัก คือ ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ พลังขับเคลื่อนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้าง “เศรษฐกิจจีนยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” และลดการพึ่งพาจากภายนอก 

กงสุลใหญ่ ณ นครกวางโจว ยังเน้นย้ำถึงโอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการไทย ใน 3 มิติ สำคัญ ได้แก่

1. Joint Venture Partnership คือ ไทย–จีน ต้องร่วมมือแบบเท่าเทียม ไม่มีใครนำใคร และต้องมีผลประโยชน์ร่วมกัน

2. Local Content / Local Context โดยการทำธุรกิจในจีนต้องเข้าใจบริบทจีน และการทำธุรกิจจีนในไทยก็ต้องเข้าใจบริบทไทย

3. Skill Development ไทยต้อง Upskill–Reskill แรงงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น EV, พลังงานสะอาด, ชิป, หุ่นยนต์ เป็นต้น

ด้านดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีนเล่าว่า มิติด้านการท่องเที่ยว ปัจจุบันคนจีนมองว่าการท่องเที่ยวในประเทศไทยไม่ปลอดภัย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากข่าวอาชญากรรมและเหตุการณ์ต่างๆ ข่าวถูกจับตัวเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งจีนก็พยายามแก้ไขปัญหาภายในประเทศ ทำให้การท่องเที่ยวของคนจีนในไทยตกต่ำสุด โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่า ปลายปีนักท่องเที่ยวจีนในไทยจะแตะ 7-8 ล้านคน แต่ปัจจุบันน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 – 4.5 ล้านคน ซึ่งขณะนี้บรรยากาศในจีนดีขึ้นหลังจากพระมหากษัตริย์ไทยทรงเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2567 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ซึ่งการเยือนครั้งนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเสริมสร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่าย โดยคาดว่าจากนี้ไปจนถึงเทศกาลตรุษจีน จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในประเทศไทยจะเติบโตเพิ่มขึ้น

มิติด้านการค้า ปัจจุบันคนจีนมองว่าสินค้าไทยไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร และในทางกลับกันสินค้าจีนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จากอดีตที่คนไทยตัดสินใจซื้อสินค้าจีนเพราะราคาถูก แต่ปัจจุบันซื้อเพราะ “ถูก” และ “ดี” จากการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีที่ซ้อนอยู่ในทุกกระบวนการผลิตของจีนที่ทันสมัยมากขึ้น เช่น รถEV และสินค้าอาหารที่น่าสนใจมาก ซึ่งอดีตจีนมีปัญหาอาหารไม่ปลอดภัย แต่ปัจจุบันเริ่มมั่นใจในอาหารและเครื่องมือของจีนมากขึ้น มีการผลักดันสินค้าในระบบแฟรนไชส์ มีการสร้าง “แบรนด์ดิ้ง” ที่ดี เจาะเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้ง่ายและเร็ว

ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านไปคนจีนเริ่มรู้สึกว่า สินค้าไทยล้าสมัย ก็เป็นโจทย์และการบ้านที่สำคัญของผู้ประกอบการไทยที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ ต้องคิดปรับปรุงกระบวนการผลิตและภาพลักษณ์สินค้าไทยในสายตาคนจีน เพราะจีนเป็นตลาดใหญ่ที่หลายประเทศต้องการเข้าไปสร้างการเติบโตทางการค้า อีกทั้งตลาดจีนยังมีการแข่งขันสูงจากสินค้าในประเทศต่างๆที่หลั่งไหลเข้าไปเจาะตลาดเพิ่มขึ้น ตลอดจนช่องทางการค้าได้เปลี่ยนจาก”ออฟไลน์” เป็น “ออนไลน์” มากขึ้น และมีการพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ถ้าผู้ประกอบการไทยไม่เล็งพัฒนาก็จะเสียโอกาสทางการค้า โดยต้องจัดสรรงบประมาณลงทุน เม็ดเงินกลยุทธ์การทำตลาด ไม่เช่นนั้นจะตกขบวนในสายตาผู้บริโภคจีน

มิติการลงทุน ถือว่ามีเสถียรภาพค่อยข้างดี และมีลู่ทางที่สดใส มีปัจจัยเอื้อหลายส่วน เช่น แรงกดดันสงครามทางการค้า ทำให้จีน ต้องหันไปพึ่งพาตลาดการค้าในประเทศต่างๆมากขึ้น เพื่อชดเชยตลาดสหรัฐฯ และเศรษฐกิจจีนกำลังสยายปีกเข้าไปมีอิทธิพลในเวทีโลก แบบมียุทธศาสตร์ทั้งการค้าและการลงทุน ดังนั้น ไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ใจกลางของอาเซียนที่จีนให้ความสนใจ โดยการลงทุนของจีนในไทยจะเพิ่มมากขึ้น ถ้าไทยสามารถแก้ไขปัญหาภายในได้ เช่น ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ให้พร้อมรองรับการลงทุนจากจีน รวมถึงเปิดโอกาสให้คนจีนได้ทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายในช่วงเวลาหนึ่ง ตลอดจนแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น ระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพื่อเอื้อให้เกิดการลงทุนในระหว่างไทย-จีน ในอนาคตมากขึ้น

มิติด้านพลังงาน หัวใจหลักของจีน คือมุ่งสู่ “พลังงานสีเขียว” เพิ่มมากขึ้น มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประธานาธิบดีจีน กำหนดตั้งเป้าหมายลดปล่อยคาร์บอนสูงสุดก่อนปี 2030 และปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (ความเป็นกลางทางคาร์บอน) ภายในปี 2060 ซึ่งผู้นำจีนมีความมุ่งมั่นที่จะไปสู่เป้าหมายอย่างจริงจัง โดยในจีน หน่วยงานรัฐวิสาหกิจไม่ใช่ภาระของภาครัฐ แต่เป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี โดยการพัฒนาพลังงานสีเขียวในจีน ยังถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน ฉบับที่ 15 มีการปักหมุดหมายให้เดินอย่างละเอียดและชัดเจน จะเห็นว่าในเมืองกวางโจว ผู้คนเดินบนท้องถนน ไม่เห็นฝุ่น ควันต่างๆ เรียกว่า ไร้มลภาวะทางอากาศ ซึ่งเรื่องพลังงานสีเขียวก็เป็นส่วนหนึ่งที่ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในจีน จากการเปลี่ยนโครงสร้างจากรถเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และอนาคตจะไปสู่ไฮโดรเจน และพลังงานรูปแบบอื่นๆ พยายามเพิ่มพื้นที่สีเขียวในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากสวนในเมือง ไปเป็นเมืองในป่าก็เป็นอีกคอนเซ็ปต์หนึ่งของผู้นำจีน ดังนั้น หากไทยต้องการพัฒนาประเทศให้น่าอยู่ ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานไปสู่พลังงานสีเขียวที่ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนให้มากขึ้น

หลังจากพาคณะสื่อมวลชนไทย เห็นภาพการเปลี่ยนผ่านสู่ “พลังงานยุคใหม่” จากต้นน้ำเทคโนโลยีของจีน ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เล่าถึงมุมมองธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า(EV)ในจีน โดยมองว่า จีนมีการติดตั้ง Super Changer หลายยี่ห้อที่ชาร์จไฟได้เร็ว และมีระบบไฟฟ้าที่รองรับการชาร์จไฟฟ้าที่รวดเร็ว เช่น การชาร์จ 800 kWต่อคัน ใช้ระยะเวลาชาร์จสั้น หากชาร์จพร้อมกัน 5 คันเท่ากับการใช้ไฟสูงถึง 4 เมกะวัตต์ ซึ่งจีนทำได้ แต่ประเทศไทย โครงสร้างระบบไฟฟ้ายังไม่รองรับกับการติดตั้ง Supercharger และจำนวนรถที่รองรับได้มีน้อย อย่างไรก็ตาม OR มองว่ากำลังไฟที่ระดับ 120-180 kW ใช้เวลาชาร์จประมาณ 30 นาที เป็นจุดสมดุลที่สุดสำหรับรถEV ในประเทศไทยในปัจจุบัน

OR มองว่า EV ไม่ได้มาแทนธุรกิจน้ำมันแต่เป็นการต่อยอด เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกใช้พลังงานสะอาดและใช้เวลาภายในสถานีบริการเพิ่มมากขึ้น และตอบโจทย์ใน 5 ด้าน ดังนี้

1.Time Spent Expansion เพิ่มเวลาใช้บริการในสถานีบริการจาก 5 นาที เป็น 45นาที ผ่านการพัฒนาพื้นที่ทั้ง PTT Station และOR SPACE รวมถึงบริการเสริมต่างๆในสถานีบริการ

2. Energy Transition to EV Charging โดยใช้ EV Charging เป็นฟังก์ชั่นหลักในการดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการนานขึ้น และเชื่อมต่อสู่การขยาย Ecosystem ที่สมบูรณ์ภายในสถานี

3. Diverse F&B Ecosystem ขยายแบรนด์อาหารและเครื่องดื่ม ทั้ง OR และพันธมิตร ครอบคลุม Café Amazon,เขียง, Pacamara, QSR (Quick Service Restaurant) และแบรนด์ใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า

4. Lifestyle & Daily Services เพิ่มบริการด้านสุขภาพ และไลฟ์สไตล์ เช่น คลินิกโอบอ้อม, found&found ,Otteri รองรับการใช้บริการในชีวิตประจำวัน

5. Traffic Enhancement to OR Ecosystem โดย OR SPACE ปรับโฉม Ecosystem ของ OR แบบใหม่ในอนาคต เพื่อรองรับ Energy Transition เพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ที่เชื่อมต่อกันภายในสถานี

“OR EV Ecosystem & Future Trend สะท้อนบทบาทของ OR ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศผ่านโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ครบวงจร และตอบสนองต่อนโยบายของประเทศไทย ที่มีเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยมีหนึ่งในแนวทางขับเคลื่อนคือกำหนดเป้าหมายให้ 30% ของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเป็นรถไฟฟ้าภายในปี 2030 และสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายสถานีชาร์จให้เพียงพอกับปริมาณรถไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้น”  

OR มีสถานีชาร์จ EV Station PluZ เข้ามาต่อยอดการดำเนินธุรกิจสถานีบริการ เสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศธุรกิจ ขยายเครือข่าย EV Station PluZ ให้ครอบคลุม ทั้งในสถานีบริการ PTT Station สถานี LPG สถานี NGV รวมถึงขยายสถานีชาร์จทั้งในและนอก PTT Station รวมถึงพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่มีศักยภาพ และเป็นพื้นที่มีความต้องการหนาแน่น เช่น ศูนย์การค้า โรงแรม โรงพยาบาล ออฟฟิศ และสำนักงาน ตลอดจนหน่วยงานรัฐต่าง ๆ

ปัจจุบัน OR มีสถานีชาร์จ EV Station PluZ กระจายทั่วประเทศ ในปี2568 OR มีจุดชาร์จ EVเพิ่มเป็น 3,300 จุดชาร์จ และเพิ่มเป็น 7,000 จุดชาร์จ ในปี2573 เพื่อให้ผู้ใช้รถ EV ในไทยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาจุดชาร์จ ไม่ต้องซื้อรถสองคัน (EV และ ICE) ทำให้ทุกการเดินทางของคนไทยสะดวก ต่อเนื่อง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ OR ยังมุ่งพัฒนาแอปพลิเคชัน EV Station PluZ ให้เป็นศูนย์กลางประสบการณ์ “จอง–ชาร์จ–จ่าย–สะสมแต้ม” ในช่องทางเดียว และศูนย์บริการลูกค้าครบวงจร พร้อมยกระดับเทคโนโลยี Quick Charger ที่รองรับกำลังไฟในทุกระดับ เพื่อรองรับทั้งรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลและรถเชิงพาณิชย์ รวมทั้ง เริ่มขยายสู่ หัวชาร์จแบบ Ultra Fast Charging เพื่อรองรับรถ EV รุ่นใหม่ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีที่สามารถชาร์จได้เร็วเป็นพิเศษ

OR ไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการสถานีชาร์จ แต่เป็น ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยที่กำลังวางโครงสร้างพื้นฐานสำคัญให้ประเทศก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการสร้าง “ระบบนิเวศพลังงานอย่างยั่งยืน”