THAI คงเป้าอัตราการบรรทุกผู้โดยสารปีนี้ 80% ครึ่งปีหลัง 69 เริ่มฟื้นตัว ปรับลดตั๋วโดยสาร 20-30%

Loading

THAI คงเป้าอัตราการบรรทุกผู้โดยสารปีนี้ 80% ครึ่งปีหลัง 69 เริ่มฟื้นตัว สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย คาด Cabin Factor เฉลี่ยระดับ 70% พร้อมปรับลดตั๋วโดยสาร 20-30% หลังราคาน้ำมันลดลง

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า การบินไทยยังคงเป้าผู้โดยสารในปีนี้เติบโต 7% จากปี 2568 มีผู้โดยสาร 16.46 ล้านคน และคงเป้าอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor)ไว้ 80% เนื่องจากทิศทางครึ่งปีหลัง 2569 ทิศทางอุตสาหกรรมการบินกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น หลังจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มคลี่คลายลง โดยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 คาดว่า Cabin Factor จะเฉลี่ยในระดับ 70%

นอกจากนี้แล้วการบินไทยยังได้ปรับลดราคาบัตรโดยสาร 20-30% เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ เป็นต้นไป โดยเป็นการปรับลดทั้งระบบและครอบคลุมเส้นทางบินทั่วโลก รวมถึงเส้นทางในประเทศ หลังจากราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) ปัจจุบันปรับตัวลดลงอยู่ในระดับ 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึงระดับ 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์ในช่วงสงครามตะวันออกกลาง ถึงแม้ราคาน้ำมันในช่วงนี้จะปรับตัวลดลง แต่ก็ยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามที่เฉลี่ยในระดับ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งการปรับลดราคาบัตรโดยสารนั้นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะช่วยดึงดูดผู้โดยสารให้เพิ่มขึ้นในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปีนี้

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการปรับลดราคาบัตรโดยสาร แต่การบินไทยยังคงเน้น “วินัยด้านราคา” (Quality Revenue Focus) โดยจะไม่ทำสงครามราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน แต่จะใช้ระบบในการจัดการเพื่อรักษาคุณภาพของรายได้และผลตอบแทน (Yield) ให้เหมาะสมกับแต่ละเส้นทางบิน

“ทางบริษัทได้จัดตั้ง War Room เพื่อติดตามสถานการณ์ตลาดและราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิดทุกวัน เมื่อเห็นแนวโน้มราคาน้ำมันในอนาคตเริ่มลดลงจากช่วงที่เคยพุ่งสูงขึ้นมาก (แม้จะยังสูงกว่าราคาเมื่อต้นปีที่แล้ว) จึงตัดสินใจปรับลดราคาเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้และเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า” นายชาย กล่าว

ส่วนกรณีที่ลูกเรือการบินไทยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียจับกุมคาสนามบินที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียในข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติดประเภทเฮโรอีนนั้นปัจจุบันผลการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบวินัย พร้อมยืนยันบริษัทไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบสวนของประเทศออสเตรเลีย อย่างไรก็ตามการถือของให้บุคคลภายนอกหรือเพื่อการพาณิชย์ถือว่าทำผิดทางวินัยของบริษัทอย่างแน่นอน