![]()
THAI ปี 69 คาดรายได้ทะลุ 2 แสนล้าน ขณะที่ปี 68 กำไร 3 หมื่นล้าน ทำสถิติสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งการบินไทย อัดงบลงทุนกว่า 4 หมื่นล้าน ลุยจัดหาเครื่องบินเสริมแกร่งฝูงบินเป็น 102 ลำ พร้อมปรับปรุงเครื่องบินใหม่ หนุนกำลังการผลิตโต 5% ยืนกรานไม่ย้าย MRO อู่ตะเภา ตามคำขอ UTA ชี้มีผลกระทบด้านเทคนิค

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กล่าวว่า ในปี 2569 คาดว่าจะมีรายได้กว่า 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีรายได้ 190,277 ล้านบาท โดยจะเติบโตตามกำลังการผลิต (Capacity) คาดว่าในปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 5% จำนวนผู้โดยสารจะแตะ 20 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีผู้โดยสาร 16.46 ล้านคน ขณะที่อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) คาดเฉลี่ยอยู่ในระดับ 80% จากปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตนั้น เนื่องจากในปีนี้ บริษัทฯ เตรียมรับมอบเครื่องบินใหม่มาเสริมฝูงบิน โดยจะทยอยรับมอบเครื่องบิน Airbus A321neo ในปีนี้จำนวน 14 ลำ ซึ่งในจำนวนนี้ในเดือนมกราคมที่ผ่านมารับมอบไปแล้ว 1 ลำ และเตรียมรับมอบในเดือนมีนาคม 2569 อีก 2 ลำ
พร้อมกันนี้ยังเตรียมรับมอบเครื่องบิน Boeing 787– 8 จำนวน 10 ลำ และ Boeing 787-9 อีกจำนวน 4 ลำ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฝูงบิน รองรับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน ขณะเดียวกันการบินไทยฯ ก็เตรียมที่จะปลดเครื่องบินลำตัวกว้างออกไปจำนวน 6 ลำ ซึ่งจะส่งผลให้ในปี 2569 จะมีเครื่องบินทั้งหมด 102 ลำ แต่จะสามารถพร้อมใช้งาน 99 ลำ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันบริษัทฯ มีเครื่องบินที่ใช้ทำการบินรวมทั้งสิ้น 80 ลำ
ส่วนการท่องเที่ยวไทยปีนี้คาดว่าจะเติบโตที่ดีขึ้น หลังจากภาครัฐส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนก็เริ่มกลับมาเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้น การบินไทยฯ จึงเตรียมกลับไปบินเส้นทาง ฉงชิ่ง ฉางชา เซี่ยเหมิน และเพิ่มความถี่ที่ปักกิ่ง และในไตรมาส 3 จะกลับไปบินกวางเจา พร้อมเพิ่มความถี่ที่อินเดีย และกัวลาลัมเปอร์ โดยเครื่องบินลำตัวแคบ Airbus A321neo จะนำมาใช้สำหรับเส้นทางบินจีน อินเดีย
กลยุทธ์สร้างความสมดุลด้านการบิน
นายชาย กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ช่วยให้การบินไทยฯ เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยการสร้างความสมดุล (บาลานซ์) ระหว่างการทำการบินแบบ Network Airline หรือสายการบินที่เน้นการเชื่อมต่อการเดินทาง และการทำการบินแบบ Point-to-Point (จุดต่อจุด) โดยในช่วงไฮซีซันจะเน้นทำการบินแบบ Point-to-Point ส่วนช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยว (โลว์ซีซัน) ก็จะเพิ่มสัดส่วนการบินแบบ Network Airline ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ในช่วงโลว์ซีซันระหว่างไตรมาส 2 และไตรมาส 3 จะไม่เสี่ยงต่อการขาดทุน ซึ่งการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์สร้างความสมดุลการบินนั้นส่งผลให้การบินไทยฯ ประสบความสำเร็จมาแล้วในปี 2568

กำไรปี 68 สูงสุดเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตามสิ้นปี 2568 การบินไทยฯ มีสัดส่วนทำการบินแบบ Network Airline สูงขึ้นอยู่ในระดับ 22% จากเดิม 6% แต่ในช่วงไฮซีซันการทำการบินแบบ Point-to-Point จะส่งผลให้การบินไทยสามารถทำกำไรได้ดีขึ้น โดยผลประกอบการในปี 2568 การบินไทยฯ มีกำไรสุทธิ 30,940 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 215% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ขาดทุนสุทธิ 26,933 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตั้งแต่ก่อตั้งการบินไทยฯ ส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (EBIT) จำนวน 40,839 ล้านบาท ลดลง 1.6% ต่ำ และมี EBITDA 53,880 ล้านบาท ลดลง 8.9% เทียบกับปี 2567
โดยในปี 2568 นั้นมี Cabin Factor เฉลี่ย 79.2% สูงกว่าปี 2567 ที่เฉลี่ยเท่ากับ 78.8% มีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 16.46 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.0% มีปริมาณการผลิตด้านการขนส่งสินค้า (ADTK) สูงกว่าปีก่อน 9.7% ปริมาณการขนส่งสินค้า (RFTK) สูงกว่าปีก่อน 8.3% อัตราส่วนการขนส่งสินค้า (Freight Load Factor) เฉลี่ยเท่ากับ 51.3%
ยันไม่ย้ายพื้นที่สร้าง MRO อู่ตะเภา
นายชาย กล่าวถึงความคืบหน้าการลงทุนพัฒนาโครงการ MRO ว่า โครงการ MRO ที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา มีการสะดุดเล็กน้อย เนื่องจากบริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น (UTA) ได้ยื่นข้อเสนอขอปรับเปลี่ยนพื้นที่ตั้ง ดำเนินโครงการ MRO จากจุดเดิม ย้ายไปอยู่บริเวณกึ่งกลางของทางวิ่งที่ 2 (รันเวย์ 2) ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งการบินไทยฯ จะนัดหารือกับ UTA ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อยืนยันว่าการบินไทยฯ ไม่สามารถย้ายจุดที่ตั้งเดิมขนาด 210 ไร่ได้ เนื่องจากได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility) และออกแบบทางวิศวกรรมไว้หมดแล้ว หากย้ายไปจุดใหม่จะมีปัญหาด้านเทคนิคและการปฏิบัติงานในอนาคต ทั้งนี้การยื่นข้อเสนอจาก UTA ขอย้ายพื้นที่ตั้ง MRO จะไม่มีผลต่อการลงนามกับ สกพอ.ในการเช่าพื้นที่ โดยคาดว่าจะสามารถลงนามกับ สกพอ. ได้ภายในเดือนมีนาคม 2569 เปิดให้บริการในปี 2573
ปี 69 อัดงบลงทุน 4 หมื่นล้าน
นางเฉิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการบัญชี THAI กล่าวว่า สำหรับงบลงทุนปี 2569 นั้นการบินไทยฯ จัดสรรงบลงทุนราว 40,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่รองรับการจัดหาเครื่องบินมาเสริมฝูงบิน ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ภายในเครื่องบิน โบอิ้ง 777-300ER การซ่อมบำรุงเครื่องบิน และเป็นงบลงทุนโครงการ MRO ในท่าอากาศยานอู่ตะเภา
สำหรับสถานะทางการเงินของการบินไทยฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เปรียบเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวม 304,059 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% มีหนี้สินรวม 228,147 ล้านบาท ลดลง 7.6% ส่วนของผู้ถือหุ้น 75,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30,323 ล้านบาท และจากผลประกอบการที่มีกำไร บริษัทฯ มีเงินสด รวมตั๋วเงินฝาก เงินฝากประจำ และหุ้นกู้ที่มีระยะเวลาครบกำหนดชำระมากกว่า 3 เดือน แต่ไม่เกิน 12 เดือน จำนวน 123,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,571 ล้านบาท