TSE ส่งซิกผลงาน Q2/66 ติดปีกเปิดฉากบุ๊กรายได้โรงไฟฟ้าญี่ปุ่น 133 MW

ผู้ชมทั้งหมด 1,919 

TSE ส่งซิกผลงาน Q2/66 ติดปีกเปิดฉากบุ๊กรายได้โรงไฟฟ้าญี่ปุ่น 133 MW ดันผลงานปี 66 พุ่งแตะ 3 พันลบ. ทุบสถิติใหม่

ดร.แคทลีน มาลีนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE เปิดเผยว่า คาดการณ์ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2566 จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญโดยได้รับปัจจัยหนุนจากการรับรู้รายได้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โอนิโกเบ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่จังหวัดมิยางิ ในประเทศญี่ปุ่น กำลังการผลิตติดตั้งเสนอขาย 133 เมกะวัตต์ ได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ ประเมินว่าโรงไฟฟ้าญี่ปุ่นจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท โดยบริษัทฯคาดการณ์รายได้รวมในปีนี้ (รวมส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้า) จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยขยับขึ้นไปแตะระดับ 3,000 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 1,974 ล้านบาท

ปัจจุบัน TSE มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในประเทศไทย รวมทั้งหมด 35 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตรวม 286.2 เมกะวัตต์ เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว (COD) แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าในประเทศ ขนาดกำลังการผลิตรวม 153.2 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่น ขนาดกำลังการผลิตรวม 133 เมกะวัตต์

ดร.แคทลีน กล่าวว่า บริษัทฯมีความพร้อมเข้าร่วมประมูลโครงการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรอบ 2 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โดยตั้งเป้าจะได้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 150 เมกะวัตต์  หลังจากมีรายงานข่าวว่า กกพ. ยืนยันการเปิดรับซื้อไฟฟ้าสีเขียวเฟส 2 ประมาณ 3,668 เมกะวัตต์ และการรับซื้อไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 30 เมกะวัตต์ ตามแผนงานที่วางไว้

“ภายใน 7 ปีข้างหน้า เราตั้งเป้ามีกำลังการผลิตรวม ประมาณ 500 เมกะวัตต์  โดยมองโอกาสการเติบโตจากในประเทศ ทั้งการจัดหาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ภายใต้แผนพีดีพี, การขยายการลงทุนหรือร่วมลงทุนโซลาร์ฟาร์ม, การเข้าซื้อกิจการโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย รวมถึงโครงการการเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงาน ขณะที่การเติบโตในต่างประเทศยังมองหาโอกาสในโครงการพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานลมและโซลาร์ฟาร์ม เพื่อสร้างศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน นอกจากนี้เราได้เริ่มศึกษาธุรกิจเพื่อความยั่งยืนด้านการดูแลรักษาสุขภาพและความงามอย่างครบวงจร โดยการสร้างเครือข่ายทางการแพทย์เริ่มตั้งแต่การให้กำเนิดบุตร การป้องกัน การดูแลรักษา และการฟื้นฟู ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งในไทยและกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อการสร้างรายได้ในอนาคตและเติบโตอย่างยั่งยื่นในระยะยาวต่อไป” ดร.แคทลีน กล่าว