กฟผ. ดัน SMR หมุดหมายใหม่พลังงานสะอาด เสริมไฟไทยมั่นคง รัฐ! ต้องเร่งประกาศใช้แผน PDP

Loading

ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2509–2510 ประเทศไทยโดยการไฟฟ้ายันฮี หรือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในปัจจุบัน เคยเสนอสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่ อ่าวไผ่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และเคยถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2550-2564 (PDP 2007) ด้วยเป้าหมาย 4,000 เมกะวัตต์ แต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ เวลาผ่านไปเกือบ 60 ปีนับจากที่มีการเสนอให้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่ อ่าวไผ่ โรงไฟฟ้าก็ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย    

อย่างไรก็ตามล่าสุดในในร่างแผน PDP 2026 ได้บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR) ไว้ในร่างแผน โดยตั้งเป้ากำลังผลิตรวม 9,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2593 และกำหนดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) 300 เมกะวัตต์แรกในปี 2580

สำหรับการบรรจุโรงไฟฟ้า SMR ในแผน PDP กฟผ. ได้เปิดเผยรายละเอียดแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ ทั้งในด้านการบริหารจัดการระดับชาติ โครงสร้างกฎหมาย การจัดตั้งกองทุนการเงิน มาตรฐานความปลอดภัยสากล ตลอดจนการคัดเลือกเทคโนโลยี เพื่อเตรียมเปิดดำเนินการ COD โรงไฟฟ้า SMR เครื่องแรกขนาดประมาณ 300 เมกะวัตต์ ภายในปี พ.ศ. 2580

ดร.นทีกูล เกรียงชัยพร วิศวกรระดับ 10 ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้า SMR ระบุว่า ดร.นทีกูล กล่าวว่า การจะเกิดโรงไฟฟ้า SMR ได้ก็ต้องรอลุ้นให้แผน PDP 2026 ประกาศใช้อย่างเป็นทางก่อน โดยไม่สะดุดเพราะการเมือง ซึ่งหากแผน PDP ประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว การดำเนินงานตามแผนนำร่องการพัฒนา SMR ระยะแรก 300 เมกะวัตต์ ตามกรอบ 10 ปี (2570 – 2580) นั้นถูกแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ เป็นระยะเตรียมการ (ดำเนินการภายใน 1- 2 ปี) จะต้องจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งชาติ หรือ Nuclear Energy Programme Implementing Organisation (บอร์ด SMR หรือ NEPIO) เพื่อประเมินความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน 19 ด้านตามมาตรฐาน IAEA พร้อมเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตัดสินใจเดินหน้าโครงการ

“การจะเกิดโรงไฟฟ้า SMR ได้ก็ต้องรอลุ้นให้แผน PDP 2026 ประกาศใช้อย่างเป็นทางก่อนถึงจะดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ได้ โดยแผน PDP จะต้องไม่สะดุดเพราะการเมือง”

หลังจากนั้นในระยะที่ 2 (ดำเนินการ 3 ปี) ในการดำเนินการศึกษาความเหมาะสม (Feasibility Study) จัดทำรายงาน EHIA ขอใบอนุญาตสถานที่ตั้ง (Site Permit) จากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และจัดทำเอกสารประกวดราคา ระยะที่ 3 เริ่มดำเนินการก่อสร้าง 4-5 ปี เริ่มต้นหลังลงนามสัญญา โดยผู้ได้รับสัญญาต้องจัดเตรียมเอกสารเทคโนโลยี เพื่อยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างจาก ปส. ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ปี (ภายใต้กรอบกฎหมายไม่เกิน 3 ปี)

ดันจัดตั้ง “บอร์ด SMR” ร่วมกับ 10 กระทรวงภาคี

ดร.นทีกูล กล่าวว่า สำหรับการจัดตั้ง บอร์ด SMR จะต้องร่วมกันหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงพลังงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงกลาโหม  กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกำหนดนโยบายรูปแบบการลงทุน เช่น การเปิดให้ภาคเอกชนรายใหญ่ร่วมลงทุน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ และอว.ก็จะต้องมีการเตรียมหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ เพื่อเป็นการปูพื้นฐานสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับนักเรียน นักศึกษา

เสนอกฎหมายความรับผิดทางแพ่ง จัดตั้ง 3 กองทุนหลัก

ดร.นทีกูล กล่าวว่า การมีโรงไฟฟ้า SMR จะต้องมี กองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้า สำหรับพัฒนาและเยียวยาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า กองทุนจัดการกากกัมมันตรังสี จัดเก็บเงินตามหน่วยผลิตไฟฟ้าเพื่อมอบหมายให้หน่วยงานเฉพาะทางรับผิดชอบจัดการกาก และ กองทุนรื้อถอน โดยจะต้องปรับเปลี่ยนจากการวางหลักประกันเป็นการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนต่อหน่วยตลอดอายุใช้งาน 60–80 ปี (อัตราประเมินประมาณ 3 สตางค์/หน่วย) เพื่อนำเงินไปบริหารรองรับการรื้อถอนในอนาคต

สำหรับความพร้อมของบุคลากร กฟผ. ได้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้าน SMR วางเป้าหมายบุคลากรระยะแรกประมาณ 20–25 คน ควบคู่กับการจ้างบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญระดับสากล พร้อมพัฒนาทักษะร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปส. และเข้าร่วมโครงการ FIRST Program ของรัฐบาลสหรัฐฯ ชื่อเต็ม คือ Foundational Infrastructure for Responsible Use of Small Modular Reactor Technology ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือเพื่อสนับสนุนประเทศพันธมิตรในการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและขีดความสามารถสำหรับเทคโนโลยี SMR

เทคโนโลยี งบประมาณการลงทุน ต้นทุนค่าไฟ 3-4 บาทต่อหน่วย

สำหรับเทคโนโลยีและความเหมาะสม ดร.นทีกูล ระบุว่า การเลือกเทคโนโลยีต้องเป็นเทคโนโลยีผ่านการใช้งานเชิงพาณิชย์ (Commercial Proven) มีการสร้าง เดินเครื่องจริง และมีผู้ให้บริการ (Operator) ใช้งานแล้วในต่างประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปเทคโนโลยี SMR นั้นจะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้น้ำเป็นสารระบายความร้อน (Water-cooled SMR) ที่มีระบบความปลอดภัยแบบ Passive Safety ผ่านการพิสูจน์และเดินเครื่องจริงแล้วในต่างประเทศ (เช่น จีน, สหรัฐฯ, รัสเซีย) ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย 3S (Safety, Security, Safeguards) โดยมีต้นทุนก่อสร้างประเมินประมาณ 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ และประมาณการค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 3–4 บาทต่อหน่วย ในส่วนประเทศฝรั่งเศส เกาหลีใต้ และอังกฤษ อยู่ระหว่างการพัฒนา (อังกฤษพัฒนา Rolls-Royce ขนาด 470 MW)

บริบทพลังงานอาเซียน และความเสี่ยงหากประเทศไทยล่าช้า

ดร.นทีกูล ระบุว่า หากประเทศไทยไม่เร่งรัดการพัฒนา SMR ตามแผน จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น การดึงดูดการลงทุนระดับโลก กลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น Data Center และ AI ต้องการพลังงานสะอาดที่มั่นคงและป้อนไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง (Clean & Firm Energy) หากไทยไม่มีพลังงานกลุ่มนี้ นักลงทุนอาจย้ายฐานไปประเทศเพื่อนบ้าน โดยในปัจจุบันประเทศเวียดนามเริ่มฟื้นโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ (1,200 MW จำนวน 2 โรง) ร่วมกับรัสเซีย ขณะที่สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเมียนมา ได้จัดตั้งบอร์ด NEPIO และศูนย์ศึกษานโยบายพลังงานนิวเคลียร์เรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันการสร้างโรงไฟฟ้า SMR ยังช่วยลดการพึ่งพานำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีความผันผวนสูง ซึ่งจะช่วยลดภาระอุดหนุนของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กฟผ. มีภารกิจหลักในการผลิต จัดหา และส่งมอบพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศไทย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้าของไทย การเร่งให้กฟผ.ลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ตามแผน PDP 2026 จึงเป็นเรื่องสำคัญในการเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งในอนาคตสามารถทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่จะมีการปลดระว่างได้เป็นอย่างดี  

โดยปัจจุบันประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นโรงไฟฟ้าหลักที่ผลิตไฟฟ้าป้อนให้กับทางภาคเหนือ และมีไฟฟ้าส่วนเกินส่งให้กับภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในบางส่วน นอกจากนี้ก็จะเป็นการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนต่างๆ ที่อยู่ภายใต้ความดูแลของกฟผ. รวมถึงการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนทั้งในไทย และสปป.ลาว