![]()
คมนาคม ท้าชนสิงคโปร์ วางเป้า Aviation Hub ภายในปี 72 เร่งขยาย “สุวรรณภูมิ – ดอนเมือง” ดันผู้โดยสาร 120 ล้านคน คาดปีนี้มีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งประเทศ 920,000 เที่ยวบิน บวท. ติดตั้งระบบ AST เพิ่มประสิทธิภาพให้บริการจราจรทางอากาศ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT (ทอท.) พร้อมด้วยนายปัญญา ชูพานิช นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม

โดยมี นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. และผู้บริหาร ทอท. บวท เข้าร่วม ณ ศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศเขตสนามบินกรุงเทพฯ และพื้นที่ให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนได้เน้นย้ำการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบขนส่งให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม เชื่อมโยงทุกระบบขนส่งของประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
โดยรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางอากาศ (Aviation Hub) ทั้งในด้านการขนส่งผู้โดยสารและการเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทาง (Transit Hub) โดยอาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางอาเซียนและอยู่ระหว่างประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอย่างจีนและอินเดีย โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2572 โครงการพัฒนาต่าง ๆ จะแล้วเสร็จและพร้อมยกระดับขีดความสามารถให้ไม่ด้อยกว่าท่าอากาศยานชางงีของสิงคโปร์
นายพิพัฒน์ กล่าวถึงภาพรวมการเดินทางอากาศของประเทศไทยว่า ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ภาพรวมการเดินทางอากาศของประเทศไทย ในปีงบประมาณ 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด ในอัตราชะลอตัว คาดว่ามีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งประเทศ จำนวน 920,000 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ประมาณ ร้อยละ 1.6


อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคมได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาอย่างต่อเนื่อง บวท. ได้ให้บริการจราจรทางอากาศ รองรับการใช้งานทางวิ่งเส้นที่ 3 มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 โดยมีวิธีปฏิบัติรองรับอากาศยานให้สามารถขึ้นและลงทางวิ่งคู่ขนานได้อย่างอิสระ ซึ่งได้มีการลงนามสัญญาจัดหาและติดตั้งระบบช่วยการเดินอากาศ ILS (Instrument Landing System) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีกำหนดติดตั้งระบบ และเปิดใช้งานในปี 2570
นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เน้นย้ำเรื่องการใช้ประโยชน์จากทางวิ่งเส้นที่ 3 ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน ลดความแออัด ลดความล่าช้า และยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่สายการบินและผู้โดยสาร ซึ่งการพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศยาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการควบคู่กันอย่างเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ ทอท. และ บวท. จึงเป็น 2 หน่วยงานหลัก ที่ต้องบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยงระหว่างการบริหารจัดการภาคพื้นและการบริหารจัดการห้วงอากาศ ให้ระบบการบินของประเทศมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า บวท. อยู่ระหว่างดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบการให้บริการการเดินอากาศ การออกแบบห้วงอากาศและเส้นทางบิน เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับปริมาณเที่ยวบิน อีกทั้งมีแผนพัฒนาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการจราจรทางอากาศ โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในขณะนี้ เข้ามาใช้งาน คือ ระบบ Follow The Green และระบบ Digital Tower นอกจากนี้ ได้เร่งรัดการดำเนินโครงการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการการเดินอากาศ ณ สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในกลุ่ม Quick-win 2 ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม
ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญในการยกระดับการบริหารน่านฟ้าเพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ World-class Aviation Hub ต้องอาศัยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ต้องบูรณาการ อย่างใกล้ชิดของหน่วยงานด้านการบินที่เกี่ยวข้อง ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบการให้บริการการเดินอากาศด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต มีการบริหารจัดการจราจรทางอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทุกหน่วยงานเป็นฟันเฟืองที่ต้องขับเคลื่อนสอดประสานกัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยในระยะยาว

นายสุรชัย กล่าวว่า บวท. มีความพร้อมในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดยปัจจุบัน บวท.ให้บริการจราจรทางอากาศอย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระบบบริการการเดินอากาศที่ทันสมัย ที่เรียกว่าระบบ Thailand Modernization CNS/ATM Systems หรือ TMCS โดยมีแผนจะปรับปรุงระบบ TMCS และระบบสำรองฉุกเฉิน พร้อมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้ทันสมัย มุ่งพัฒนาคุณภาพด้านการให้บริการ ด้านบุคลากร ด้านระบบเทคโนโลยี และด้านการบริหารจัดการ
ทั้งนี้ บวท. จะมีการนำระบบ Approach Spacing Tool (AST) เข้าใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการจราจรทางอากาศแก่อากาศยานขาเข้าในการจัดระยะต่อ (Separation) ของอากาศยานเพื่อเข้าสู่แนวร่อนของทางวิ่งคู่ขนาน อีกทั้งได้มีการหารือร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อนำข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศแสดงผลบนหน้าจอของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศเพื่อช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศในการจัดการเส้นทางบินเพื่อหลบหลีกสภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดทางการบิน

นางสาวปวีณา กล่าวว่า แผนการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร เพื่อรองรับการเป็น Aviation Hub นั้นกระทรวงคมนาคมได้วางเป้าหมายให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองสามารถรองรับผู้โดยสารรวมกันได้ไม่น้อยกว่า 120 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2572 โดยเร่งลงทุนโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 70 ล้านคนต่อปี จากปัจจุบันรองรับได้ 60 ล้านคนต่อปี โดยขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างที่ กระทรวงคมนาคมรวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมเสนอต่อ ครม. โครงการนี้ถูกวางเป้าหมายให้แล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2572 เพื่อรองรับการเป็น Aviation Hub
นอกจากนี้ยังมีแผนลงทุนสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งจะแบ่งเฟสการก่อสร้างเพื่อให้เปิดบริการเฟสแรกได้เร็วขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี 2033 (พ.ศ. 2576) ส่วนโครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองระยะที่ 3 (เฟส 3) ซึ่งจะเร่งทยอยลงทุนสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 (Terminal 3) ก่อน เพื่อเสริมศักยภาพการเป็น Aviation Hub โดยคาดว่าจะเสนอครม.ได้ภายในปีนี้



นางสาวปวีณา กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 คาดว่าจะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายใน 2 เดือน เพื่อพิจารณาอนุมัติผลการคัดเลือกเอกชน และเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุน ซึ่งมีบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) ชนะการประกวดราคา ซึ่งโครงการนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศรองรับการขยายตัวของธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ของประเทศในอนาคต
ทั้งนี้ด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศพบว่ามีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ ปริมาณสินค้าแตะระดับ 1.7 ล้านตัน ซึ่งเท่ากับปริมาณทั้งปีของปีที่ผ่านมา และคาดว่าทั้งปีจะสูงถึง 2.3 ล้านตัน เนื่องจากได้รับอานิสงส์ของธุรกิจออนไลน์